มาเตะกันเองละกัน! ‘ดีนีย์’ กัปตันวัตฟอร์ดโวยแหลกหลังพรีเมียร์ลีกบีบให้นักบอลลงสนาม

ทรอย ดีนีย์ กัปตันทีมวัตฟอร์ด ออกมาเหวี่ยงใส่คณะผู้จัดการแข่งขันพรีเมียร์ลีกอย่างรุนแรง หลังโปรเจครีสตาร์ทกำลังจะถูกปล่อยออกมา พร้อมบอกว่า ชีวิตและครอบครัวเขาสำคัญที่สุด

ดาวยิงวัย 31 ปีเป็นหนึ่งในแกนนำที่โวยวายใส่พรีเมียร์ลีกที่จัดประชุมผ่านวิดีโอกับกัปตันทีมของทั้ง 20 สโมสร หลังแผนการกลับมาเตะของลีก อาจจะเริ่มในวันที่ 19 มิถุนายนที่จะถึงนี้

โดย ดีนีย์ แสดงเจตนารมณ์คัดค้านต่อโปรเจครีสตาร์ทแบบไม่เก็บอารมณ์ โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า หรือ โควิด 19 ในอังกฤษยังรุนแรงต่อเนื่องการที่พรีเมียร์จะปล่อยให้ลีกเตะต่อจึงไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมเลย

“ณ ตอนนี้ผมไม่ขอพูดถึงแม้กระทั่งเรื่องฟุตบอล” ดาวเตะเลือดผู้ดีกล่าวผ่านอินสตาแกรม

“ผมขอพูดถึงเรื่องชีวิตครอบครัวผมแค่นี้แหละ”

“ถ้าผมรู้สึกว่าผมไม่ได้ดูแลชีวิตครอบครัวผมอยู่ ผมจะไม่ลงเล่นเด็ดขาด ผมไม่ยอมให้พวกเขามาเสี่ยงชีวิตด้วยแน่ๆ”

“สโมสรจะทำยังไงหักเงินผมเหรอ? ผมเคยจนมาก่อน ดังนั้นผมไม่แคร์”

นอกจากนี้ ดีนีย์ ยังชี้ให้เห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้นักฟุตบอลรักษาระยะห่างกันในสนามเวลาที่เกมเริ่ม

“ผมเห็นพูดๆกันถึงการลงเล่นโดยไม่มีแฟนบอลจนถึงปี 2021”

“ก็ถ้าในสนามมันไม่ปลอดภัยพอสำหรับแฟนบอล แล้วมันจะปลอดภัยสำหรับผู้เล่นได้หรือ?”

“ไหนจะตอนเตะมุม วัตฟอร์ด มาตั้งรับหน้าประตู 11 คน ซึ่งคุณกำลังพูดถึงนักเตะ 18-19 คนในเขตโทษเลยนะ มันไม่ใช่เว้นระยะห่างทางสังคมแล้วแบบนี้”

“มีหลายคำถามมากมายแต่ตอนนี้เรายังไม่มีคำตอบที่โอเคเลย ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ได้ให้คำตอบอะไรคุณนะ พวกเขาไม่สามารถให้ได้ต่างหากล่ะ”

“รัฐบาลบอกคุณกลับมาทำงานได้หลังวันที่ 1 มิถุนายนแต่เรายังตัดผมไม่ได้จนกว่าจะกลางเดือนกรกฏาคม”

“ผมแค่คิดว่าเขาอยากให้เรากลับมาเตะ กลับมาทำงาน เพราะว่านักบอลในพรีเมียร์ลีกจ่ายภาษีให้ภาครัฐปีนึงว่า สี่พันล้านไง”

► ดูผลบอลสดได้ที่ : FinalGoal

► ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้แล้ววันนี้ : Andriod & IOS


อยู่ให้รัก จากให้คิดถึง! เลสเตอร์ฯ เตรียมตั้งรูปปั้น ‘คุณวิชัย’ หน้าสนาม

ทัพ “จิ้งจอกสยาม” ยื่นแผนการสร้างรูปปั้น คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา อดีตประธานสโมสรผู้ล่วงลับบริเวณด้านนอกของ คิงเพาเวอร์ สเตเดี้ยม สนามเหย้าของทีมเรียบร้อยแล้ว
ในเดือนตุลาคม ปี 2018 คุณวิชัย เกิดอุบัติเหตุเครื่องเฮลิคอปเตอร์ตกด้านนอกบริเวณใกล้กับสนามคิงเพาเวอร์จนทำให้ อดีตประธานสโมสรคนเก่งพร้อมผู้ติดตามและนักบินเสียชีวิตทั้งหมด

หลังจากนั้น คุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ผู้เป็นลูกชายและประธานสโมสรคนปัจจุบัน ได้ออกมาเสนอเรื่องแผนการสร้างรูปปั้นเพื่อเป็นเกียรติให้แก่คุณพ่อที่สร้างคุณงามความดีที่ให้กับสโมสรและเมืองเลสเตอร์ ซึ่งรวมถึงการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการกีฬาเมื่อปี 2016

ล่าสุดทาง “จิ้งจอกสยาม” ได้ทำการยื่นแผนการสร้างรูปปั้นส่งให้กับสภาเมืองเลสเตอร์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีการเปิดเผยรายละเอียดของรูปปั้นความสูง 2.7 เมตรและทำจากทองแดง ตั้งอยู่บนฐานที่เป็นแท่นหินสีน้ำเงินสูงราว 2 เมตร
ในแผนนั้นมีข้อความระบุว่า “เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและรำลึกถึงความดีงามตลอดชีวิตของท่านประธานสโมสรที่รัก”
ซึ่งหลังจากนี้ ทางสภาจะต้องทำประชาพิจารณ์จากประชาชนในเมืองเลสเตอร์ต่อไป

► ดูผลบอลสดได้ที่ : FinalGoal

► ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้แล้ววันนี้ : Andriod & IOS

เปลี่ยนกันไหม? ‘จีเนียสมอยส์’ ขอ ‘กิลมอร์’ หากเชลซียื่นซื้อ ‘ไรซ์’

เดวิด มอยส์ ให้สัมภาษณ์ล่าสุดว่า ชื่นชอบ บิลลี กิลมอร์ มาก พร้อมกล่าวติดตลกว่าหากข่าวลืมที่ เชลซี อยากได้ ดีแคลน ไรซ์ ไปร่วมทีมจริง ก็จงนำ ดาวรุ่งร่างเล็ก มาแลกกันให้จบๆ

ในซีซั่นนี้นั้น กิลมอร์ ลงสนามให้เชลซีไปทั้งหมด 7 เกม แบ่งเป็นออกสตาร์ทตัวจริง 4 เกม และลงเล่นรวมไป 461 นาที พร้อมทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ จนทำให้คนในวงการลูกหนังออกมายกย่อง

ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ มอยส์ ที่ปัจจุบันเป็นกุนซือเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่ยกย่อง มิดฟิลด์เพื่อนร่วมชาติ ให้เป็นหนึ่งในแข้งอนาคตไกลของ สก็อตแลนด์

“หากผมสามารถเซ็นสัญญากับนักเตะชาวสก็อตได้พรุ่งนี้ ผมจะเลือกบิลลี กิลมอร์ ผลงานของเขากับ เชลซี ยอดเยี่ยมมากๆ” มอยส์ กล่าวกับ BBC Sport

“เขาดูเหมือนนักเตะที่เล่นอาชีพมาหลายปี กระหายชัยชนะ และหลงรักฟุตบอลจริงๆ”

“ผมขำมาก ตอนที่ได้ข่าวว่าเชลซีต้องการ ดีแคลน ไรซ์ ผมเลยคิดว่าถ้างั้นผมขอบิลลี กิลมอร์ และมาดูกันว่าอะไรจะเกิดขึ้น”

ทั้งนี้ ไรซ์ เคยตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับสิงห์บลูอย่างหนัก หลังจากเขาออกมาให้สัมภาษณ์ว่าอยากเล่นร่วมกับ เมสัน เมาท์ อีกครั้งในระดับสโมสร เพราะเคยคุยกันไว้สมัยเป็นเด็ก

► ดูผลบอลสดได้ที่ : FinalGoal

► ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้แล้ววันนี้ : Andriod & IOS


เหลือดังๆไม่กี่คน : ตามหาทีมเด็กเทพพรีเมียร์ลีกเมื่อ 10 ปีก่อนว่าวันนี้พวกเขาเป็นยังไงกันบ้าง

มีสมมุติฐานว่า เมื่อเวลาผ่านไปเหล่านักฟุตบอลดาวรุ่งจะค่อยๆก้าวขึ้นไปถึงจุดพีคเมื่อพวกเขาอยู่ในช่วงปลายๆยี่สิบถึงเกือบสามสิบ เพราะว่าเมื่อถึงตอนนั้น ทุกคนจะสั่งสมประสบการณ์พร้อมกับมีชั่วโมงบินที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากเอาทฤษฎีนี้มาพิจารณากับทีมยอดเยี่ยมแห่งพรีเมียร์ลีกเมื่อซีซั่น 2009-2010 คงไม่ได้ เพราะหลังผ่านไปหนึ่งทศวรรษ พวกเขาเหลือตัวดังๆที่ยังเล่นในระดับสูงไม่กี่คนเท่านั้น…

วิโต้ มาโนเน่, อาร์เซนอล

ในปีนั้น มาโนเน่ ลงเล่นเป็นตัวจริงในลีกไป 5 เกม และเก็บคลีนชีทได้ไป 2 นัด โดยจริงๆแล้วเขาเป็นนายทวารคนเดียวที่อายุต่ำกว่า 21 ปีที่ได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกปีนั้น ซึ่งทั้งหมดเป็นเพราะ มานูเอล อามูเนีย นั้นเจ็บ

หลังจากนั้น นายด่านเลือดอิตาลี ก็ต้องรออีกสองปีถึงจะได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง จากนั้นย้ายไปซบ ฮัลล์ ซิตี้ แบบยืมตัว ก่อนโดนขายขาดให้ ซันเดอร์แลนด์ ในปี 2013 ซึ่งที่นั่น มาโนเน่ ทำได้ดีถึงขนาดคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรในซีซั่นแรก

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเขาเสียตำแหน่ง ก่อนย้ายไปอยู่กับ เร้ดดิ้ง, มินิโซต้า ยูไนเต็ด และปัจจุบัน มาโนเน่ ย้ายไปเล่นใน เดนมาร์ก กับ เอสเจิร์ก แบบยืมตัว

ราฟาเอล ดา ซิลวา, แมนฯ ยูไนเต็ด

ในตอนนั้น ราฟาเอล ไม่ใช่เป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่งแบ็คขวาของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทว่าบ่อยครั้งที่ อดีตดาวเตะทีมชาติบราซิล ได้โอกาสเล่นแทน แกรี่ เนวิลล์ และ จอห์น โอเชีย พร้อมกับมีส่วนช่วยให้ทีมเก็บชัยได้ถึง 6 นัด และเสมออีก 2 เกมจากการลงเล่นในลีก 8 เกม

จากนั้น ราฟาเอล กลายเป็นแบ็คตัวจริงของ “เฟอร์กี้” อีกหลายปี ก่อนโดน หลุยส์ ฟาน กัล ขายทิ้งให้ โอลิมปิก ลียง ในปี 2015 ซึ่งเป็นต้นสังกัดปัจจุบันของแข้งวัย 29 ปี แต่ อดีตวันเดอร์คิดแซมบ้า ก็ไม่ใช่ตัวจริงอย่างสม่ำเสมอเหมือนเดิม

ฟิล โจนส์, แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส

ในตอนนั้น โจนส์ คือ เพชรเม็ดงามของวงการลูกหนังผู้ดีที่หลายคนหมายปอง โดยสถิติในปีนั้นระบุได้ว่า ดาวเตะทีมชาติอังกฤษ เคลียร์บอลได้ถึง 12.4 ครั้งต่อเกมเลยเดียว ทว่าปัญหาของของเขาคือการจ่ายบอลที่มีเปอร์เซ็นต์สำเร็จแค่ 58.4 % เท่านั้น

อย่างที่เรารู้กันว่า ท้ายที่สุดนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ตัวเขาไป พร้อมกับคาดหวังให้ โจนส์ เป็นตัวจริงของทีมอีกสิบปี อย่างไรก็ตาม ชีวิตไม่ได้เป็นดังฝันไปทุกสิ่ง เมื่ออาการบาดเจ็บทำให้ดาวรุ่งเมื่อทศวรรษก่อนไปไม่สุดในเส้นทางค้าแข้ง แต่อย่างน้อยเขาก็ยังอยู่กับ “ปีศาจแดง” ต่อไป หลังได้รับการต่อสัญญาไปจนถึงปี 2023

จอห์นนี่ อีแวนส์, แมนฯ ยูไนเต็ด

ฤดูกาลนั้น อีแวนส์ เป็นกำลังสำรองของ “ปีศาจแดง” เท่านั้น หลังตัวจริงคือ เนมานย่า วิดิช และ ริโอ เฟอร์ดินานด์ สองกองหลังระดับตำนานของโลก แต่อย่างน้อย ปราการหลังเลือดไอรแลนด์เหนือ ก็ได้ลงเล่นบ่อยครั้งในปีดังกล่าว

อีแวนส์ จากทีมไปเมื่อปี 2015 แต่ก็ยังได้เล่นในพรีเมียร์ลีกอย่างสม่ำเสมอกับ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน และ เลสเตอร์ ในปัจจุบัน ซึ่งด้วยอายุที่มากขึ้น บวกกับประสบการณ์ ทำให้ อดีตเด็กฝึกผีแดง ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเซนเตอร์ที่ไว้ใจได้คนหนึ่งของลีกเลยทีเดียว

เอมิเลียโน อินซัว, ลิเวอร์พูล

อินซัว ย้ายมาเมืองผู้ดีตั้งแต่ปี 2007 ก่อนยึดตัวจริงได้ในฤดูกาล 2009-10 แต่หลังจากที่ รอย ฮอด์จสัน เข้ามา ตำแหน่งตัวจริงของ อดีตดาวเตะโบค่า จูเนียร ก็หายไป ก่อนจะถูกส่งไปให้ กาลาตาซาราย ยืมตัวในปี 2010

หลังจากนั้น อินซัว ย้ายไปเล่นกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน, แอตฯ มาดริด, ราโย่ บาเยกาโน่ และ สตุ๊ดการ์ท ก่อนที่ล่าสุด แบ็คเลือดอาร์เจนไตน์ จะเลือกข้ามน้ำข้ามทะเลไปหาประสบการณ์ใหม่กับ แอลเอ กาแลคซี่ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

เดนิลสัน, อาร์เซนอล

ในปี 2006 “ปืนใหญ่” ได้เด็กเทพคนนี้มาร่วมทีมในวัยเพียง 18 ปีเท่านั้น ก่อนที่ เดนิลสัน จะยึดตัวจริงได้ในซีซั่นดังกล่าว โดยยิงไป 3 ประตู จากการลงสนาม 20 เกม

อย่างไรก็ตาม ในปี 2011 เขากลับโดนปล่อยตัวให้กับ เซา เปาโล ต้นสังกัดเดิมแบบยืมตัว ก่อนเซ็นสัญญาถาวรในเวลาต่อมา จากนั้น เดนิลสัน ไปเล่นใน ยูเออี ตามด้วยกลับไป บราซิล ซึ่งด้วยปัญหาอาการเจ็บเขา ทำให้ อดีตดาวเตะแซมบ้า ไปไม่สุด ก่อนที่ปัจจุบัน เดนิลสัน จะกลายเป็นคนไร้สังกัดชนิดไม่มีใครมาเอา

อเล็ก ซง, อาร์เซนอล

ปีนั้น ซง ลงสนามให้ทีมถึง 25 เกม พร้อมกับทำผลงานได้โดดเด่นในตำแหน่งตัวตัดเกม โดย ดาวเตะแคเมอรูน สกัดได้ถึง 3.3 ครั้งต่อเกม และแย่งบอลได้อีก 3.1 ครั้งต่อนัด จนได้รับการยกย่องอย่างมาก

ซง อยู่กับทีมไปอีกสองปี พร้อมกับเป็นตัวหลักต่อเนื่อง ก่อนที่ บาร์เซโลน่า จะคว้าตัวเขาไปแบบเซอร์ไพรซ์ ทว่าชีวิตที่สเปนนั้นไม่ง่าย จนทำให้ ซง ต้องหนีกลับมาเล่นในเมืองผู้ดีกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในปี 2014 ก่อนย้ายไปอยู่กับ รูบิน คาซาน ในรัสเซีย และเล่นกับ ซิยง ใน สวิสฯ ซึ่งล่าสุด ซง กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง หลังเขาและเพื่อนร่วมโดนไล่ออก เนื่องจากไม่ยอมลดเงินเดือนในช่วงโคโรน่าไวรัสนี้

มารูยาน เฟลไลนี่, เอฟเวอร์ตัน

เฟลไลนี่ คือ ดาวเด่นของ “ท็อฟฟี่” ตั้งแต่ปี 2008 หลังย้ายเข้ามาด้วยค่าตัวสถิติสโมสรในเวลานั้นที่ 15 ล้านปอนด์ ซึ่ง กองกลางหัวฟู ก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง เมื่อเขากลายเป็นคนสำคัญของทีมมาตลอด

ก่อนที่ในปี 2013 เฟลไลนี่ จะได้รับเกียรติครั้งใหญ่ด้วยการตาม เดวิด มอยส์ ไปที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งที่นั่น ดาวเตะทีมชาติเบลเยี่ยม ก็มีช่วงเวลาดีๆหลายครั้ง แต่เขากลับไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆเท่าไร 

หลังจากนั้นในช่วงต้นปี 2019 เฟลไลนี่ ถูกปล่อยให้ ซานตงฯ ในลีกจีน ซึ่งที่เมืองมังกรนั้น ผลงานของเขาสะกดได้ว่า 22 เกม 8 ประตู

ลี ชุน-ยอง, โบลตัน

แกรี่ เม็กสัน ซื้อตัว ลี มาจาก เอฟซี โซล ในปี 2009 ก่อนที่ ดาวเตะทีมชาติเกาหลีใต้ จะกลายเป็นตัวหลักของทีม ซึ่งต่อมาแม้ เม็กสัน โดนปลด ทว่า ลี ก็ยังชนะใจ โอเว่น คอยล์ นายใหม่ได้สำเร็จ จนทำให้จบซีซั่นนั้น สถิติของ ปีกจากแดนโสม คือ 34 เกม 4 ประตู และอีก 3 แอสซิสต์

จากนั้นในอีกหลายๆปีต่อมา ลี ก็ยังเป็นตัวหลักของทีม ทว่าเขาดันเจ็บหนักในฤดูกาล 2011-12 ซึ่งเป็นปีที่ โบลตัน ตกชั้น ลี เล่นในแชมเปี้ยนชิพอีกสักพัก ก่อนที่ คริสตัล พาเลซ จะชวน ปีกเกาหลี กลับพรีเมียร์ลีก อย่างไรก็ตาม ตลอดสามปีกับ “ปราสาทเรือนแก้ว” เขาไม่ใช่ ลี คนเดิมกับเมื่อหลายปีก่อน ก่อนโดนปล่อยให้ โบคุ่ม ในปี 2018 และล่าสุดเขากลับบ้านไปเล่นกับ อุลซาน ฮุนได้ แล้ว

แกเร็ธ เบล, สเปอร์ส

สถิติก่อนหน้านั้นของ ดาวเตะพญาวานร กับ “ไก่เดือยทอง” คือ 24 เกมที่ เบล ลงเล่น ทีมไม่ชนะเลย แต่หลังจากนั้น ถือเป็นปีแจ้งเกิดของ เบล เลยก็ได้ เพราะเมื่อ แฮรี่ เร้ดแนปป์ จับเขาไปเล่นเป็น ปีกซ้าย แล้ว เบล ก็ลงเล่น 18 เกมสุดท้ายของซีซั่นทุกนัด พร้อมฝากสถิติ 3 ประตู และ 5 แอสซิสต์ไว้

หลังจากวันนั้น ประวัติศาสตร์เปลี่ยน เมื่อ เบล กลายเป็นคนละคน พร้อมกับถึงขั้นได้รับนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของลีกในฤดูกาล 2012-13  ก่อนย้ายไปร่วมทัพ เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวสถิติโลก

และที่สเปน เบล คว้าทุกแชมป์ รวมทั้งถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 4 สมัยอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน กัปตันทีมชาติเวลส์ ไม่เป็นที่รักของแฟนๆมากนัก และไม่รู้ว่าอนาคตของเขากับ มาดริด จะเป็นอย่างไรต่อไป

นิคลาส เบนท์เนอร์, อาร์เซนอล

ในปีนั้น ดาวยิงเดนิช ได้โอกาสลงเล่นในลีกไป 23 เกม แต่เป็นการออกสตาร์ทตัวจริงเพียง 13 นัดเท่านั้น พร้อมยิงได้ 6 ประตูและทำไปอีก 5 แอสซิสต์ 

หลังจากนั้น เบนท์เนอร์ ก็ไม่ค่อยได้โอกาส ก่อนโดนปล่อยให้ ซันเดอร์แลนด์ แบบยืมตัว ที่น่าเหลือเชื่อคือหลังจากนั้น ยูเวนตุส ขอยืมตัว เทพเบนท์ ไป ทว่าที่ อิตาลี เขากลับได้ลงสนามเพียง 2 นัดเท่านั้น 

ในปี 2014 เบนท์เนอร์ ย้ายไปอยู่กับ โวลฟ์สบวร์ก แบบยืมตัว แต่ได้ลงสนามเพียง 9 เกมตลอดสองปีในเมืองเยอรมัน จากนั้น อดีตดาวเตะทีมชาติเดนมาร์ก กลับมาเล่นกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ก่อนย้ายไปอยู่กับ โรเซนบอร์ก ใน นอร์เวย์ ซึ่งที่นั่น เบนท์เนอร์ ยิงไป 19 ประตูในซีซั่นแรกเลยทีเดียว

น่าเสียดายที่ฟอร์มเขาดีได้แค่ปีเดียว ทำให้หลังจากนั้น อดีตเด็กปั้นปืนใหญ่ ย้ายกับบ้านไปอยู่กับ โคเปนเฮนเก้น แต่หมดสัญญาเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบัน เบนท์เนอร์ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่กลายเป็นนักเตะฟรีเอเยนต์เหมือนอดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง เดนิลสัน และ ซง

► ดูผลบอลสดได้ที่ : FinalGoal

► ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้แล้ววันนี้ : Andriod & IOS


You’ll Never Walk Alone : เพลงประจำตระกูลของ “เดอะ ค็อป” มีที่มาอย่างไร?

วันนี้ทีมงานไฟนอลโกล์ขอเอาใจเดอะค็อป ทั้งหลายที่กำลังลุ้นว่า หลังจากนี้พวกเขาจะได้แชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปีหรือไม่ เพราะวันนี้ เราจะมาอธิบายว่าทำไมเพลง You’ll Never Walk Alone ถึงกลายมาเป็นเพลงชาติของเหล่าแฟนๆหงส์แดงได้…

 มีเพียงไม่กี่เพลงในโลกหรอกที่ถูกจับคู่เข้ากับสโมสรฟุตบอลได้อย่างลงตัว ซึ่ง You’ll Never Walk Alone กับ ลิเวอร์พูล ก็คือหนึ่งในนั้น แต่คงมีน้อยคนที่รู้ว่า ทำไมทีมดังแห่งเมอร์ซี่ไซด์ ถึงใช้เพลงดังกล่าวเป็นเพลงประจำสโมสร

เรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1945 เมื่อ You’ll Never Walk Alone เริ่มดังจากละครเพลงชื่อ คารูเซล (Carousel) โดยเพลงนี้ถูกแต่งโดย ชาร์จ ร๊อดเจอร์ส และ ออสการ์ แฮมเมอร์สไตน์

จากนั้น เพลงๆนี้เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะความหมายในเพลงเป็นการให้กำลังใจต่อผู้ที่สูญเสีย สามี เพื่อน คนรัก และพี่น้อง ในสงครามครั้งนั้น

ก่อนที่จะมาโด่งดังสุดขีดในเมืองลิเวอร์พูล เนื่องจากถูกขับร้องโดย เจอร์รี่แอนด์เดอะเพสเมคเกอร์ (Gerry and the Pacemakers) ที่เป็นวงท้องถิ่นของเมือง

เมื่อปี 1960 โดย You’ll Never Walk Alone ในเวอร์ชั่นของเด็กสเกาเซอร์นั้น สามารถทะลุขึ้นไปอยู่อันดับ 1 ในยูเคชาร์จ และในทันทีทันใด มันกลายเป็นเพลงประจำสโมสรลิเวอร์พูลทันที มีการขับร้องอย่างเต็มภาคภูมิจากแฟนบอล “หงส์แดง” ในทุกๆนัดที่ลงแข่ง โดยเกมแรกที่ สาวกทีมดังแห่งเมืองผู้ดี ร้องเพลงนี้ก็คือ เกมที่แอนฟิลด์กับ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 1963

และยังทำให้ You’ll Never Walk Alone ยังกลายเป็นประโยคคลาสสิกตลอดกาลของพลพรรคแฟนบอลและสโมสร ในหลายๆปีถัดมา

อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ชัดว่า You’ll Never Walk Alone ถูกนำมาใช้ในสนามฟุตบอลครั้งแรกที่ ลิเวอร์พูล หรือไม่ เนื่องจากหลายๆทีมในยุโรป ไม่ว่าจะเป็น กลาสโกว์ เซลติค หรือ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก็ใช้เพลงนี้เป็นเพลงประจำทีมเช่นกัน

แต่ที่แน่ๆก็คือ “หงส์แดง” เป็นสโมสรแรกๆในอังกฤษที่มี ดีเจประจำสนามเมื่อราวๆปี 1960 และมีแฟนๆร้องเพลงให้กำลังใจทีมในช่วงอบอุ่นร่างกาย

โดยส่วนใหญ่ พวกเขาจะเลือกเพลงดังๆที่ขึ้นอันดับในวิทยุเป็นหลัก ซึ่งเป็นผลงานของวงดนตรีท้องถิ่นชื่อดังอย่าง เดอะ บีทเทิล (The Beatles), ซิลล่า แบล็ค (Cilla Black) และ เจอร์รี่แอนด์เดอะเพสเมคเกอร์ (Gerry and the Pacemakers)

ทว่า ด้วยความที่ You’ll Never Walk Alone มีความหมายที่สวยงามและยอดเยี่ยม ทำให้ “เดอะ ค็อป” สถาปนาเพลงดังกล่าวเป็นเพลงประจำสโมสรตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา…

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม You’ll Never Walk Alone ถึงกลายมาเป็นเพลงชาติของเหล่า “เดอะ ค็อป” ได้ วันนี้หมดเวลาแล้ว ทีมงาน ไฟนอลโกล์ ต้องลาไปก่อน สวัสดีครับ

Continue reading

เพื่อนรัก แต่ขอไม่นอนด้วย…เนวิลล์ บอก “ผมทนเป็นรูมเมทกับเบ็คส์ไม่ได้หว่ะ”

แกรี่ เนวิลล์ เปิดเผยถึงอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อนที่เขากับเพื่อนรักอย่าง เดวิด เบ็คแฮม นั้นเข้ากันไม่ได้ จนไม่สามารถพักอยู่ในห้องเดียวกันได้

ย้อนกลับไปในช่วงยุคต้น 90 นั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังให้ผู้เล่นได้แชร์ห้องพักโรงแรมตอนออกไปเล่นเป็นทีมเยือน ซึ่ง เนวิลล์ และ เบ็คแฮม ถูกจับให้อยู่ร่วมกันอยู่ประมาณ 6 เดือน 

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานั้น ทำให้ อดีตแบ็คขวา “ปีศาจแดง” รู้ว่า ชีวิตส่วนตัวของเขากับเพื่อนซี้นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“ผมได้พักห้องเดียวกันเดวิด เบ็คแฮม อยู่ประมาณ 6 เดือน และจากนั้นการแชร์ห้องพักกับผู้เล่นทั้งหมดก็ถูกยกเลิก เนื่องจาก ทุกคนต่างก็อยากมีห้องส่วนตัว” เนวิลล์ กล่าวกับสกาย สปอร์ต

“ผมคิดว่า พวกเขายอมเปลี่ยนเพราะผู้เล่นไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ แต่ละคนต่างเข้านอนคนละเวลากัน”

“ผมมีสองปัญหาหลักๆกับ เบ็คส์ และเขาก็น่าจะมีกับผมเหมือนกัน!!”

“ผมเข้านอนตอน 3 ทุ่ม และตื่นตอนตี 5 ส่วนเขาจะอยู่จนถึง 5 ทุ่ม และตื่นตอน 8 โมงเช้า ดังนั้น ช่วง 3 ทุ่มถึง 5 ทุ่มนี่ล่ะ ที่เขามักจะให้ผมตอนไม่หลับ เช่นเดียวกับผม ที่ชอบไปทำให้เขาตื่นตอนตี 5 ดังนั้นมันจึงไม่โอเคเลย”

“ข้อสอง เบ็คส์ เป็นคนที่รักสะอาดชนิดหาตัวจับยาก ห้องเขาจะต้องมีแสงเทียน มีภาพตกแต่งห้อง ทุกอย่างต้องเป๊ะ ต้องสมบูรณ์แบบ เขาเป็นแบบนี้มาตั้งแต่อายุ 18”

“แต่ผมเป็นพวกที่โยนทุกอย่างทุกที่ในห้อง ดังนั้นระหว่างเรามันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”

“ผมเป็นคนชอบพูด ต้องมีการโต้ตอบกันตลอด แต่เขาตรงกันข้ามกับผมเลย”

“เขาชอบฟังเพลง เงียบสงบ เขาชิลๆ ซึ่งแตกต่างกับผมสิ้นเชิงอย่างเทียบไม่ได้”

แม้นิสัยจะต่างกัน แต่นอกสนามทั้งสองคือเพื่อนสนิทที่สุดของกันและกัน นอกจากนี้ เนวิลล์ และ เบ็คแฮม ยังประสานงานกัน จนช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แชมป์ลีกถึง 6 สมัยในรอบทศวรรษ ก่อนที่ เบ็คแฮม จะย้ายไปร่วมทัพ เรอัล มาดริด ในปี 2003

Continue reading

คาร์ราเกอร์ : เชลซีบ้ามากที่ซื้อ ตอร์เรส ไป 50 ล้านฯเมื่อเกือบสิบปีก่อน

เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตตำนานลิเวอร์พูล เผยว่า ทั้งเขาและเพื่อนร่วมทีมต่างตกใจสุดขีด หลังรู้ว่าต้นสังกัดของพวกเขาขาย เฟร์นานโด ตอร์เรส ให้กับ เชลซี ด้วยมูลค่าสูงถึง 50 ล้านปอนด์

โดย ตอร์เรส ย้ายไปร่วมทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” ในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายเดือนมกราคมปี 2011 ด้วยค่าตัวระดับสถิติสโมสรที่ 50 ล้านปอนด์ และเป็นสถิติของเกาะอังกฤ๋ษในเวลานั้น

โดยอดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง “คาร์รา” นั้น เพิ่งมีโอกาสเปิดใจถึงเรื่องราวมาเกือบสิบปีก่อน ซึ่งมีใจความว่า

“ผมไม่อยากเชื่อเลย ผมหมายความว่า เราหลอกเชลซีได้” คาร์ราเกอร์ กล่าวกับ Sky Sports

“ช่วง 12 เดือนสุดท้ายที่ผมเล่นกับ ตอร์เรส ผมรู้ว่า เขาอยู่ภายใต้เงาของตัวเองในอดีต”

“ผมคิดว่าช่วง 18 เดือนก่อนหน้านั้นที่ ลิเวอร์พูล เขาเป็นศูนย์หน้าที่ดีที่สุดในโลก และผมคิดว่าเขามีสถิติที่ดีเมื่อได้เจอกับเชลซี ซึ่งภาพมันน่าจะติดตาเจ้าของสโมสร”

“เชลซี ในตอนนั้น เปลี่ยนผู้จัดการทีมบ่อยมาก และหลายครั้ง เจ้าของเป็นคนซื้อนักเตะตามที่เขาต้องการเอง”

“ (อังเดร) เชฟเชนโก้ ก็เป็นตัวอย่างชัดๆ”

“สิ่งที่เกิดขึ้นมันเหมือนเป็นโชคดีสำหรับลิเวอร์พูล ฤดูกาลนั้นเราได้เล่นกับเชลซี ทั้งที่เรามีฤดูกาลที่ไม่ดีมาก และ ตอร์เรส ก็กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มแย่ แต่เขาก็ยิงเชลซี ไปสองประตู ทำให้ทีมชนะ 2-0 หรือ 3-0 นี่แหละ ผมคิดว่าการตัดสินใจมันต้องเกิดขึ้นตอนนั้น ทันทีที่มาถึงช่วงมกราคม ก็เดินหน้าดีลนี้เลย”

“50 ล้านปอนด์ มันเป็นเงินที่เยอะมากในช่วงเวลานั้น และพวกเราก็กำลังอยู่ในอาการช็อคโคตร เราแทบไม่เชื่อว่าจะได้ 50 ล้านปอนด์”

“แต่สุดท้ายแล้วเราก็จบด้วยการทำเรื่องที่คล้ายกันนั่นก็คือการไปซื้อ แอนดี้ แคร์โรลล์ 35 ล้านปอนด์ แต่ก็ยังดีที่ได้ หลุยส์ ซัวเรซ มา”

“ผมไม่แปลกใจที่เขาฟอร์มห่วยกับ เชลซี เลยนะ”

อย่างไรก็ตาม แฟนๆ “สิงโตน้ำเงินคราม” คงไม่สน เพราะ ตอร์เรส เป็นคนยิงให้ทีมเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในอีกปีต่อมา ก่อนที่มีส่วนสำคัญช่วยให้ทีมตามตีเสมอ บาเยิร์น มิวนิค ในนัดชิงชนะเลิศ และคว้าแชมป์ได้ในท้ายที่สุด

Continue reading

ไม่ช่วยจะทำไม!? อเดบายอร์ สวนพวกด่า บอก “ข้าไม่ได้เอาโคโรน่ามาโตโก ทำไมข้าต้องบริจาคละ”

เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ อดีตดาวยิงที่แฟนอาร์เซนอลเกลียดที่สุดคนหนึ่ง ทำตัวต้านโลกด้วยการประกาศว่าจะไม่ใจบุญบริจาคเงินให้กับหน่วยงานแพทย์หรือใครที่ไหนทั้งนั้น แม้คนดังหลายคนจะช่วยควักเงินช่วยเหลือวิกฤติโคโรนาไวรัสในเวลานี้

ที่ผ่านมานั้น บรรดานักเตะชั้นนำมากมายในวงการลูกหนังโลก เจียดเงินรายได้ส่วนตัวบริจาคช่วยเหลือหน่วยงานแพทย์และประชาชนทั้งในประเทศบ้านเกิดและที่พวกเขากำลังค้าแข้งทำเงินอยู่

อย่างเช่น ซามูเอล เอโต้ ที่บริจาคสิ่งของถุงยังชีพให้กับประชาชนใน แคเมอรูน ขณะที่ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา อีกหนึ่งตำนานของทวีปแอฟริกา ก็ให้การช่วยเหลือพวกชุดตรวจอุปกรณ์การแพทย์ นอกจากนั้น อดีตกองหน้าเชลซี ยังบริจาคเงินให้โรงพยาบาลในบ้านเกิดที่ ไอโวรี่ โคสต์ อีกด้วย

กระนั้น อเดบายอร์ ที่ตอนนี้ค้าแข้งกับโอลิมเปีย ในปารากวัย กลับไม่เห็นด้วย พร้อมประกาศให้โลกรู้ถึงความคิดดังกล่าว

“ข้าอยากทำสิ่งที่หัวใจข้าต้องการ ไม่ใช่ให้คนอื่นมาบอก” อเดบายอร์ กล่าวในการไลฟ์สดทางเฟซบุ๊ค

“เสียใจด้วยนะกับไอ้พวกที่เอาข้าไปเทียบกับ ซามูเอล เอโต้ หรือ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา แล้วดันมาถามตูว่าทำไมข้าถึงไม่ตั้งมูลนิธิหรือไม่บริจาคอะไรสักอย่าง ทำยังกับว่าข้าเป็นคนที่เอาโคโรนาไวรัสไปโตโกอ่ะ”

“ข้าไม่ได้เป็นคนเอาโรคไปที่นั่นสักหน่อย ข้าเป็นตัวของตัวเอง ข้า เชยี่ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ คำแนะนำของคนทั้งหลายที่เกี่ยวกับการบริจาคนั้น ข้าไม่สน ข้าไม่บริจาค ชัดๆ ง่ายๆ ขอบคุณ สวัสดี”

Continue reading

เกลียดอะไรขนาดนั้น?! ดิอุฟ ‘เด็กเก่าหงส์’ บอกลิเวอร์พูลยังไม่ได้แชมป์ เตะต่ออาจพลาดได้

เอล ฮัดจิ ดิยุฟ อดีตดาวยิงลิเวอร์พูล ให้สัมภาษณ์ว่า อดีตทีมอู่ข่าวอู่น้ำยังไม่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกจนกว่าตัวเลขจะการันตี

ดิยุฟ เล่นให้ “หงส์แดง” ช่วงปี 2002-05 แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไร และหลังจากย้ายออกไป ก็ยังมักชอบวิจารณ์กัด ทีมและ ตำนานอย่างเจมี่ คาร์ราเกอร์ หรือ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด อยู่บ่อยครั้ง

อย่างปีก่อน อดีตตำนานเซเนกัล บอกว่า ลิเวอร์พูล นั้นอดแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบน่าตบหัวตัวเองสุดๆ ชนิดยกว่าเป็นโอกาสเดียวในชีวิตด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตามฤดูกาลนี้ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังคงรักษาฟอร์มการเล่น พร้อมกับจ่อคว้าแชมป์เต็มที่ หลังทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 25 แต้ม ทว่าโควิด 19 มาทำให้ทุกอย่างต้องหยุดชั่วคราว

ดิยุฟ กล่าถึงเรื่องนี้กับ เดอะ มิร์เรอร์ ว่า “ในโลกคณิตศาสตร์ เรายังไม่มีแชมป์จนกว่าตัวเลขมันจะขาด ฟุตบอลมันไม่จบจนกว่ามันจะจบ”

“คุณสามารถมีโอกาสร้อยครั้งในการเป็นแชมป์ แต่ท้ายสุดก็อาจจะพลาดมันได้ จำได้ไหม เมื่อหลายปีก่อนลิเวอร์พูลเป็นจ่าฝูงและทุกคนบอกว่านั่นเป็นปีของพวกเขา แต่เมื่อ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ลื่น  จากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยน”

“นั่นคือฟุตบอล และสำหรับผมชีวิตมันสำคัญกว่า ลิเวอร์พูล จะเป็นแชมป์ ก่อนอื่นมนุษย์ต้องปลอดภัยและมีชีวิต ก่อนที่จะพูดถึงการกลับมาแข่งหรือมอบแชมป์ให้พวกเขา”

“ผมก็คงดีใจนะ ถ้าพวกเขาเป็นแชมป์ เพราะผมเคยเล่นที่นั่น และเด็กผมอย่างซาดิโอ (มาเน่) ก็เป็นกำลังสำคัญที่พาพวกเขามาถึงจุดนี้ แต่แน่นอนว่าตอนนี้พวกเขายังไม่ได้แชมป์” ดิอุฟ ปิดท้าย

Continue reading

ลุงไม่ยอมโว้ยยย! ซูเนสส์ บอก ป็อกบา “เอาเหรียญมาวัดกันหน่อย”

แกรม ซูเนสส์ ออกโรงเปิดศึกโต้กลับ ปอล ป็อกบา ดาวเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่า ขอให้เอาเหรียญรางวัลมาแข่งกัน หลัง ป็อกบา ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าไม่รู้จักตัว ซูเนสส์ และไม่เคยดูการเล่นของ ตำนานลิเวอร์พูล มาก่อน

ซุเนนส์ เป็นอดีตยอดแข้ง “หงส์แดง” นั้นผ่านการคว้าแชมป์ลีก 5 สมัย เช่นเดียวกับ ยูโรเปี้ยน คัพ อีก 3 ครั้ง ซึ่งตัวเขามักจะวิจารณ์ ป็อกบา อยู่เป็นประจำนับตั้งแต่ย้ายกลับมาเล่นในอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความเห็นแก่ตัว หรือ ชอบเดินเล่นในสนาม

และล่าสุด ป็อกบา ให้สัมภาษณ์กับ พอดแคสต์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในทำนองที่ว่า ไม่รู้จัก ซูเนสส์  และไม่ต้องมาสอนให้เขาทำอะไร

ซึ่งเรื่องนี้ ทำให้ อดีตนายใหญ่ทีมดังแห่งเมอร์ซี่ไซด์ ค่อนข้างไม่พอใจ พร้อมกับออกมาเปิดสงครามน้ำลายรอบใหม่

“ผมมีความสุขที่ได้ยินแบบนั้น” ซูเนสส์ พูดด้วยท่าทางแบบแขวะๆ

จากนั้น เดวิด โจนส์ พิธีกร ซึ่งกำลังสัมภาษณ์สดผ่านวิดีโอแชทก็บอกให้เขาเอาเหรียญรางวัลทั้งหมดออกมาโชว์ใส่ ป็อกบา สิ

“แน่นอน ฟุตบอลสมัยก่อน เวลาเขาจะวัดกัน เขาก็จะบอกว่า โชว์เหรียญรางวัลมาสิ” ซูเนสส์ เห็นด้วย

ทั้งหมดจบลงที่ตรงนั้น และต้องติดตามว่า หลังจากนี้ ทั้งสองคนจะทิ้งบอมม์ใส่กันอีกเมื่อไร สำหรับคนสองรุ่นนี้

ขอบคุณ เนื้อหาจาก TalkSport

Continue reading