มาเตะกันเองละกัน! ‘ดีนีย์’ กัปตันวัตฟอร์ดโวยแหลกหลังพรีเมียร์ลีกบีบให้นักบอลลงสนาม

ทรอย ดีนีย์ กัปตันทีมวัตฟอร์ด ออกมาเหวี่ยงใส่คณะผู้จัดการแข่งขันพรีเมียร์ลีกอย่างรุนแรง หลังโปรเจครีสตาร์ทกำลังจะถูกปล่อยออกมา พร้อมบอกว่า ชีวิตและครอบครัวเขาสำคัญที่สุด

ดาวยิงวัย 31 ปีเป็นหนึ่งในแกนนำที่โวยวายใส่พรีเมียร์ลีกที่จัดประชุมผ่านวิดีโอกับกัปตันทีมของทั้ง 20 สโมสร หลังแผนการกลับมาเตะของลีก อาจจะเริ่มในวันที่ 19 มิถุนายนที่จะถึงนี้

โดย ดีนีย์ แสดงเจตนารมณ์คัดค้านต่อโปรเจครีสตาร์ทแบบไม่เก็บอารมณ์ โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า หรือ โควิด 19 ในอังกฤษยังรุนแรงต่อเนื่องการที่พรีเมียร์จะปล่อยให้ลีกเตะต่อจึงไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมเลย

“ณ ตอนนี้ผมไม่ขอพูดถึงแม้กระทั่งเรื่องฟุตบอล” ดาวเตะเลือดผู้ดีกล่าวผ่านอินสตาแกรม

“ผมขอพูดถึงเรื่องชีวิตครอบครัวผมแค่นี้แหละ”

“ถ้าผมรู้สึกว่าผมไม่ได้ดูแลชีวิตครอบครัวผมอยู่ ผมจะไม่ลงเล่นเด็ดขาด ผมไม่ยอมให้พวกเขามาเสี่ยงชีวิตด้วยแน่ๆ”

“สโมสรจะทำยังไงหักเงินผมเหรอ? ผมเคยจนมาก่อน ดังนั้นผมไม่แคร์”

นอกจากนี้ ดีนีย์ ยังชี้ให้เห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้นักฟุตบอลรักษาระยะห่างกันในสนามเวลาที่เกมเริ่ม

“ผมเห็นพูดๆกันถึงการลงเล่นโดยไม่มีแฟนบอลจนถึงปี 2021”

“ก็ถ้าในสนามมันไม่ปลอดภัยพอสำหรับแฟนบอล แล้วมันจะปลอดภัยสำหรับผู้เล่นได้หรือ?”

“ไหนจะตอนเตะมุม วัตฟอร์ด มาตั้งรับหน้าประตู 11 คน ซึ่งคุณกำลังพูดถึงนักเตะ 18-19 คนในเขตโทษเลยนะ มันไม่ใช่เว้นระยะห่างทางสังคมแล้วแบบนี้”

“มีหลายคำถามมากมายแต่ตอนนี้เรายังไม่มีคำตอบที่โอเคเลย ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ได้ให้คำตอบอะไรคุณนะ พวกเขาไม่สามารถให้ได้ต่างหากล่ะ”

“รัฐบาลบอกคุณกลับมาทำงานได้หลังวันที่ 1 มิถุนายนแต่เรายังตัดผมไม่ได้จนกว่าจะกลางเดือนกรกฏาคม”

“ผมแค่คิดว่าเขาอยากให้เรากลับมาเตะ กลับมาทำงาน เพราะว่านักบอลในพรีเมียร์ลีกจ่ายภาษีให้ภาครัฐปีนึงว่า สี่พันล้านไง”

► ดูผลบอลสดได้ที่ : FinalGoal

► ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้แล้ววันนี้ : Andriod & IOS


อยู่ให้รัก จากให้คิดถึง! เลสเตอร์ฯ เตรียมตั้งรูปปั้น ‘คุณวิชัย’ หน้าสนาม

ทัพ “จิ้งจอกสยาม” ยื่นแผนการสร้างรูปปั้น คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา อดีตประธานสโมสรผู้ล่วงลับบริเวณด้านนอกของ คิงเพาเวอร์ สเตเดี้ยม สนามเหย้าของทีมเรียบร้อยแล้ว
ในเดือนตุลาคม ปี 2018 คุณวิชัย เกิดอุบัติเหตุเครื่องเฮลิคอปเตอร์ตกด้านนอกบริเวณใกล้กับสนามคิงเพาเวอร์จนทำให้ อดีตประธานสโมสรคนเก่งพร้อมผู้ติดตามและนักบินเสียชีวิตทั้งหมด

หลังจากนั้น คุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ผู้เป็นลูกชายและประธานสโมสรคนปัจจุบัน ได้ออกมาเสนอเรื่องแผนการสร้างรูปปั้นเพื่อเป็นเกียรติให้แก่คุณพ่อที่สร้างคุณงามความดีที่ให้กับสโมสรและเมืองเลสเตอร์ ซึ่งรวมถึงการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการกีฬาเมื่อปี 2016

ล่าสุดทาง “จิ้งจอกสยาม” ได้ทำการยื่นแผนการสร้างรูปปั้นส่งให้กับสภาเมืองเลสเตอร์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีการเปิดเผยรายละเอียดของรูปปั้นความสูง 2.7 เมตรและทำจากทองแดง ตั้งอยู่บนฐานที่เป็นแท่นหินสีน้ำเงินสูงราว 2 เมตร
ในแผนนั้นมีข้อความระบุว่า “เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและรำลึกถึงความดีงามตลอดชีวิตของท่านประธานสโมสรที่รัก”
ซึ่งหลังจากนี้ ทางสภาจะต้องทำประชาพิจารณ์จากประชาชนในเมืองเลสเตอร์ต่อไป

► ดูผลบอลสดได้ที่ : FinalGoal

► ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้แล้ววันนี้ : Andriod & IOS

เปลี่ยนกันไหม? ‘จีเนียสมอยส์’ ขอ ‘กิลมอร์’ หากเชลซียื่นซื้อ ‘ไรซ์’

เดวิด มอยส์ ให้สัมภาษณ์ล่าสุดว่า ชื่นชอบ บิลลี กิลมอร์ มาก พร้อมกล่าวติดตลกว่าหากข่าวลืมที่ เชลซี อยากได้ ดีแคลน ไรซ์ ไปร่วมทีมจริง ก็จงนำ ดาวรุ่งร่างเล็ก มาแลกกันให้จบๆ

ในซีซั่นนี้นั้น กิลมอร์ ลงสนามให้เชลซีไปทั้งหมด 7 เกม แบ่งเป็นออกสตาร์ทตัวจริง 4 เกม และลงเล่นรวมไป 461 นาที พร้อมทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ จนทำให้คนในวงการลูกหนังออกมายกย่อง

ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ มอยส์ ที่ปัจจุบันเป็นกุนซือเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่ยกย่อง มิดฟิลด์เพื่อนร่วมชาติ ให้เป็นหนึ่งในแข้งอนาคตไกลของ สก็อตแลนด์

“หากผมสามารถเซ็นสัญญากับนักเตะชาวสก็อตได้พรุ่งนี้ ผมจะเลือกบิลลี กิลมอร์ ผลงานของเขากับ เชลซี ยอดเยี่ยมมากๆ” มอยส์ กล่าวกับ BBC Sport

“เขาดูเหมือนนักเตะที่เล่นอาชีพมาหลายปี กระหายชัยชนะ และหลงรักฟุตบอลจริงๆ”

“ผมขำมาก ตอนที่ได้ข่าวว่าเชลซีต้องการ ดีแคลน ไรซ์ ผมเลยคิดว่าถ้างั้นผมขอบิลลี กิลมอร์ และมาดูกันว่าอะไรจะเกิดขึ้น”

ทั้งนี้ ไรซ์ เคยตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับสิงห์บลูอย่างหนัก หลังจากเขาออกมาให้สัมภาษณ์ว่าอยากเล่นร่วมกับ เมสัน เมาท์ อีกครั้งในระดับสโมสร เพราะเคยคุยกันไว้สมัยเป็นเด็ก

► ดูผลบอลสดได้ที่ : FinalGoal

► ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้แล้ววันนี้ : Andriod & IOS


เหลือดังๆไม่กี่คน : ตามหาทีมเด็กเทพพรีเมียร์ลีกเมื่อ 10 ปีก่อนว่าวันนี้พวกเขาเป็นยังไงกันบ้าง

มีสมมุติฐานว่า เมื่อเวลาผ่านไปเหล่านักฟุตบอลดาวรุ่งจะค่อยๆก้าวขึ้นไปถึงจุดพีคเมื่อพวกเขาอยู่ในช่วงปลายๆยี่สิบถึงเกือบสามสิบ เพราะว่าเมื่อถึงตอนนั้น ทุกคนจะสั่งสมประสบการณ์พร้อมกับมีชั่วโมงบินที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากเอาทฤษฎีนี้มาพิจารณากับทีมยอดเยี่ยมแห่งพรีเมียร์ลีกเมื่อซีซั่น 2009-2010 คงไม่ได้ เพราะหลังผ่านไปหนึ่งทศวรรษ พวกเขาเหลือตัวดังๆที่ยังเล่นในระดับสูงไม่กี่คนเท่านั้น…

วิโต้ มาโนเน่, อาร์เซนอล

ในปีนั้น มาโนเน่ ลงเล่นเป็นตัวจริงในลีกไป 5 เกม และเก็บคลีนชีทได้ไป 2 นัด โดยจริงๆแล้วเขาเป็นนายทวารคนเดียวที่อายุต่ำกว่า 21 ปีที่ได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกปีนั้น ซึ่งทั้งหมดเป็นเพราะ มานูเอล อามูเนีย นั้นเจ็บ

หลังจากนั้น นายด่านเลือดอิตาลี ก็ต้องรออีกสองปีถึงจะได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง จากนั้นย้ายไปซบ ฮัลล์ ซิตี้ แบบยืมตัว ก่อนโดนขายขาดให้ ซันเดอร์แลนด์ ในปี 2013 ซึ่งที่นั่น มาโนเน่ ทำได้ดีถึงขนาดคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรในซีซั่นแรก

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเขาเสียตำแหน่ง ก่อนย้ายไปอยู่กับ เร้ดดิ้ง, มินิโซต้า ยูไนเต็ด และปัจจุบัน มาโนเน่ ย้ายไปเล่นใน เดนมาร์ก กับ เอสเจิร์ก แบบยืมตัว

ราฟาเอล ดา ซิลวา, แมนฯ ยูไนเต็ด

ในตอนนั้น ราฟาเอล ไม่ใช่เป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่งแบ็คขวาของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทว่าบ่อยครั้งที่ อดีตดาวเตะทีมชาติบราซิล ได้โอกาสเล่นแทน แกรี่ เนวิลล์ และ จอห์น โอเชีย พร้อมกับมีส่วนช่วยให้ทีมเก็บชัยได้ถึง 6 นัด และเสมออีก 2 เกมจากการลงเล่นในลีก 8 เกม

จากนั้น ราฟาเอล กลายเป็นแบ็คตัวจริงของ “เฟอร์กี้” อีกหลายปี ก่อนโดน หลุยส์ ฟาน กัล ขายทิ้งให้ โอลิมปิก ลียง ในปี 2015 ซึ่งเป็นต้นสังกัดปัจจุบันของแข้งวัย 29 ปี แต่ อดีตวันเดอร์คิดแซมบ้า ก็ไม่ใช่ตัวจริงอย่างสม่ำเสมอเหมือนเดิม

ฟิล โจนส์, แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส

ในตอนนั้น โจนส์ คือ เพชรเม็ดงามของวงการลูกหนังผู้ดีที่หลายคนหมายปอง โดยสถิติในปีนั้นระบุได้ว่า ดาวเตะทีมชาติอังกฤษ เคลียร์บอลได้ถึง 12.4 ครั้งต่อเกมเลยเดียว ทว่าปัญหาของของเขาคือการจ่ายบอลที่มีเปอร์เซ็นต์สำเร็จแค่ 58.4 % เท่านั้น

อย่างที่เรารู้กันว่า ท้ายที่สุดนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ตัวเขาไป พร้อมกับคาดหวังให้ โจนส์ เป็นตัวจริงของทีมอีกสิบปี อย่างไรก็ตาม ชีวิตไม่ได้เป็นดังฝันไปทุกสิ่ง เมื่ออาการบาดเจ็บทำให้ดาวรุ่งเมื่อทศวรรษก่อนไปไม่สุดในเส้นทางค้าแข้ง แต่อย่างน้อยเขาก็ยังอยู่กับ “ปีศาจแดง” ต่อไป หลังได้รับการต่อสัญญาไปจนถึงปี 2023

จอห์นนี่ อีแวนส์, แมนฯ ยูไนเต็ด

ฤดูกาลนั้น อีแวนส์ เป็นกำลังสำรองของ “ปีศาจแดง” เท่านั้น หลังตัวจริงคือ เนมานย่า วิดิช และ ริโอ เฟอร์ดินานด์ สองกองหลังระดับตำนานของโลก แต่อย่างน้อย ปราการหลังเลือดไอรแลนด์เหนือ ก็ได้ลงเล่นบ่อยครั้งในปีดังกล่าว

อีแวนส์ จากทีมไปเมื่อปี 2015 แต่ก็ยังได้เล่นในพรีเมียร์ลีกอย่างสม่ำเสมอกับ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน และ เลสเตอร์ ในปัจจุบัน ซึ่งด้วยอายุที่มากขึ้น บวกกับประสบการณ์ ทำให้ อดีตเด็กฝึกผีแดง ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเซนเตอร์ที่ไว้ใจได้คนหนึ่งของลีกเลยทีเดียว

เอมิเลียโน อินซัว, ลิเวอร์พูล

อินซัว ย้ายมาเมืองผู้ดีตั้งแต่ปี 2007 ก่อนยึดตัวจริงได้ในฤดูกาล 2009-10 แต่หลังจากที่ รอย ฮอด์จสัน เข้ามา ตำแหน่งตัวจริงของ อดีตดาวเตะโบค่า จูเนียร ก็หายไป ก่อนจะถูกส่งไปให้ กาลาตาซาราย ยืมตัวในปี 2010

หลังจากนั้น อินซัว ย้ายไปเล่นกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน, แอตฯ มาดริด, ราโย่ บาเยกาโน่ และ สตุ๊ดการ์ท ก่อนที่ล่าสุด แบ็คเลือดอาร์เจนไตน์ จะเลือกข้ามน้ำข้ามทะเลไปหาประสบการณ์ใหม่กับ แอลเอ กาแลคซี่ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

เดนิลสัน, อาร์เซนอล

ในปี 2006 “ปืนใหญ่” ได้เด็กเทพคนนี้มาร่วมทีมในวัยเพียง 18 ปีเท่านั้น ก่อนที่ เดนิลสัน จะยึดตัวจริงได้ในซีซั่นดังกล่าว โดยยิงไป 3 ประตู จากการลงสนาม 20 เกม

อย่างไรก็ตาม ในปี 2011 เขากลับโดนปล่อยตัวให้กับ เซา เปาโล ต้นสังกัดเดิมแบบยืมตัว ก่อนเซ็นสัญญาถาวรในเวลาต่อมา จากนั้น เดนิลสัน ไปเล่นใน ยูเออี ตามด้วยกลับไป บราซิล ซึ่งด้วยปัญหาอาการเจ็บเขา ทำให้ อดีตดาวเตะแซมบ้า ไปไม่สุด ก่อนที่ปัจจุบัน เดนิลสัน จะกลายเป็นคนไร้สังกัดชนิดไม่มีใครมาเอา

อเล็ก ซง, อาร์เซนอล

ปีนั้น ซง ลงสนามให้ทีมถึง 25 เกม พร้อมกับทำผลงานได้โดดเด่นในตำแหน่งตัวตัดเกม โดย ดาวเตะแคเมอรูน สกัดได้ถึง 3.3 ครั้งต่อเกม และแย่งบอลได้อีก 3.1 ครั้งต่อนัด จนได้รับการยกย่องอย่างมาก

ซง อยู่กับทีมไปอีกสองปี พร้อมกับเป็นตัวหลักต่อเนื่อง ก่อนที่ บาร์เซโลน่า จะคว้าตัวเขาไปแบบเซอร์ไพรซ์ ทว่าชีวิตที่สเปนนั้นไม่ง่าย จนทำให้ ซง ต้องหนีกลับมาเล่นในเมืองผู้ดีกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในปี 2014 ก่อนย้ายไปอยู่กับ รูบิน คาซาน ในรัสเซีย และเล่นกับ ซิยง ใน สวิสฯ ซึ่งล่าสุด ซง กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง หลังเขาและเพื่อนร่วมโดนไล่ออก เนื่องจากไม่ยอมลดเงินเดือนในช่วงโคโรน่าไวรัสนี้

มารูยาน เฟลไลนี่, เอฟเวอร์ตัน

เฟลไลนี่ คือ ดาวเด่นของ “ท็อฟฟี่” ตั้งแต่ปี 2008 หลังย้ายเข้ามาด้วยค่าตัวสถิติสโมสรในเวลานั้นที่ 15 ล้านปอนด์ ซึ่ง กองกลางหัวฟู ก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง เมื่อเขากลายเป็นคนสำคัญของทีมมาตลอด

ก่อนที่ในปี 2013 เฟลไลนี่ จะได้รับเกียรติครั้งใหญ่ด้วยการตาม เดวิด มอยส์ ไปที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งที่นั่น ดาวเตะทีมชาติเบลเยี่ยม ก็มีช่วงเวลาดีๆหลายครั้ง แต่เขากลับไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆเท่าไร 

หลังจากนั้นในช่วงต้นปี 2019 เฟลไลนี่ ถูกปล่อยให้ ซานตงฯ ในลีกจีน ซึ่งที่เมืองมังกรนั้น ผลงานของเขาสะกดได้ว่า 22 เกม 8 ประตู

ลี ชุน-ยอง, โบลตัน

แกรี่ เม็กสัน ซื้อตัว ลี มาจาก เอฟซี โซล ในปี 2009 ก่อนที่ ดาวเตะทีมชาติเกาหลีใต้ จะกลายเป็นตัวหลักของทีม ซึ่งต่อมาแม้ เม็กสัน โดนปลด ทว่า ลี ก็ยังชนะใจ โอเว่น คอยล์ นายใหม่ได้สำเร็จ จนทำให้จบซีซั่นนั้น สถิติของ ปีกจากแดนโสม คือ 34 เกม 4 ประตู และอีก 3 แอสซิสต์

จากนั้นในอีกหลายๆปีต่อมา ลี ก็ยังเป็นตัวหลักของทีม ทว่าเขาดันเจ็บหนักในฤดูกาล 2011-12 ซึ่งเป็นปีที่ โบลตัน ตกชั้น ลี เล่นในแชมเปี้ยนชิพอีกสักพัก ก่อนที่ คริสตัล พาเลซ จะชวน ปีกเกาหลี กลับพรีเมียร์ลีก อย่างไรก็ตาม ตลอดสามปีกับ “ปราสาทเรือนแก้ว” เขาไม่ใช่ ลี คนเดิมกับเมื่อหลายปีก่อน ก่อนโดนปล่อยให้ โบคุ่ม ในปี 2018 และล่าสุดเขากลับบ้านไปเล่นกับ อุลซาน ฮุนได้ แล้ว

แกเร็ธ เบล, สเปอร์ส

สถิติก่อนหน้านั้นของ ดาวเตะพญาวานร กับ “ไก่เดือยทอง” คือ 24 เกมที่ เบล ลงเล่น ทีมไม่ชนะเลย แต่หลังจากนั้น ถือเป็นปีแจ้งเกิดของ เบล เลยก็ได้ เพราะเมื่อ แฮรี่ เร้ดแนปป์ จับเขาไปเล่นเป็น ปีกซ้าย แล้ว เบล ก็ลงเล่น 18 เกมสุดท้ายของซีซั่นทุกนัด พร้อมฝากสถิติ 3 ประตู และ 5 แอสซิสต์ไว้

หลังจากวันนั้น ประวัติศาสตร์เปลี่ยน เมื่อ เบล กลายเป็นคนละคน พร้อมกับถึงขั้นได้รับนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของลีกในฤดูกาล 2012-13  ก่อนย้ายไปร่วมทัพ เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวสถิติโลก

และที่สเปน เบล คว้าทุกแชมป์ รวมทั้งถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 4 สมัยอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน กัปตันทีมชาติเวลส์ ไม่เป็นที่รักของแฟนๆมากนัก และไม่รู้ว่าอนาคตของเขากับ มาดริด จะเป็นอย่างไรต่อไป

นิคลาส เบนท์เนอร์, อาร์เซนอล

ในปีนั้น ดาวยิงเดนิช ได้โอกาสลงเล่นในลีกไป 23 เกม แต่เป็นการออกสตาร์ทตัวจริงเพียง 13 นัดเท่านั้น พร้อมยิงได้ 6 ประตูและทำไปอีก 5 แอสซิสต์ 

หลังจากนั้น เบนท์เนอร์ ก็ไม่ค่อยได้โอกาส ก่อนโดนปล่อยให้ ซันเดอร์แลนด์ แบบยืมตัว ที่น่าเหลือเชื่อคือหลังจากนั้น ยูเวนตุส ขอยืมตัว เทพเบนท์ ไป ทว่าที่ อิตาลี เขากลับได้ลงสนามเพียง 2 นัดเท่านั้น 

ในปี 2014 เบนท์เนอร์ ย้ายไปอยู่กับ โวลฟ์สบวร์ก แบบยืมตัว แต่ได้ลงสนามเพียง 9 เกมตลอดสองปีในเมืองเยอรมัน จากนั้น อดีตดาวเตะทีมชาติเดนมาร์ก กลับมาเล่นกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ก่อนย้ายไปอยู่กับ โรเซนบอร์ก ใน นอร์เวย์ ซึ่งที่นั่น เบนท์เนอร์ ยิงไป 19 ประตูในซีซั่นแรกเลยทีเดียว

น่าเสียดายที่ฟอร์มเขาดีได้แค่ปีเดียว ทำให้หลังจากนั้น อดีตเด็กปั้นปืนใหญ่ ย้ายกับบ้านไปอยู่กับ โคเปนเฮนเก้น แต่หมดสัญญาเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบัน เบนท์เนอร์ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่กลายเป็นนักเตะฟรีเอเยนต์เหมือนอดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง เดนิลสัน และ ซง

► ดูผลบอลสดได้ที่ : FinalGoal

► ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้แล้ววันนี้ : Andriod & IOS


You’ll Never Walk Alone : เพลงประจำตระกูลของ “เดอะ ค็อป” มีที่มาอย่างไร?

วันนี้ทีมงานไฟนอลโกล์ขอเอาใจเดอะค็อป ทั้งหลายที่กำลังลุ้นว่า หลังจากนี้พวกเขาจะได้แชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปีหรือไม่ เพราะวันนี้ เราจะมาอธิบายว่าทำไมเพลง You’ll Never Walk Alone ถึงกลายมาเป็นเพลงชาติของเหล่าแฟนๆหงส์แดงได้…

 มีเพียงไม่กี่เพลงในโลกหรอกที่ถูกจับคู่เข้ากับสโมสรฟุตบอลได้อย่างลงตัว ซึ่ง You’ll Never Walk Alone กับ ลิเวอร์พูล ก็คือหนึ่งในนั้น แต่คงมีน้อยคนที่รู้ว่า ทำไมทีมดังแห่งเมอร์ซี่ไซด์ ถึงใช้เพลงดังกล่าวเป็นเพลงประจำสโมสร

เรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1945 เมื่อ You’ll Never Walk Alone เริ่มดังจากละครเพลงชื่อ คารูเซล (Carousel) โดยเพลงนี้ถูกแต่งโดย ชาร์จ ร๊อดเจอร์ส และ ออสการ์ แฮมเมอร์สไตน์

จากนั้น เพลงๆนี้เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะความหมายในเพลงเป็นการให้กำลังใจต่อผู้ที่สูญเสีย สามี เพื่อน คนรัก และพี่น้อง ในสงครามครั้งนั้น

ก่อนที่จะมาโด่งดังสุดขีดในเมืองลิเวอร์พูล เนื่องจากถูกขับร้องโดย เจอร์รี่แอนด์เดอะเพสเมคเกอร์ (Gerry and the Pacemakers) ที่เป็นวงท้องถิ่นของเมือง

เมื่อปี 1960 โดย You’ll Never Walk Alone ในเวอร์ชั่นของเด็กสเกาเซอร์นั้น สามารถทะลุขึ้นไปอยู่อันดับ 1 ในยูเคชาร์จ และในทันทีทันใด มันกลายเป็นเพลงประจำสโมสรลิเวอร์พูลทันที มีการขับร้องอย่างเต็มภาคภูมิจากแฟนบอล “หงส์แดง” ในทุกๆนัดที่ลงแข่ง โดยเกมแรกที่ สาวกทีมดังแห่งเมืองผู้ดี ร้องเพลงนี้ก็คือ เกมที่แอนฟิลด์กับ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 1963

และยังทำให้ You’ll Never Walk Alone ยังกลายเป็นประโยคคลาสสิกตลอดกาลของพลพรรคแฟนบอลและสโมสร ในหลายๆปีถัดมา

อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ชัดว่า You’ll Never Walk Alone ถูกนำมาใช้ในสนามฟุตบอลครั้งแรกที่ ลิเวอร์พูล หรือไม่ เนื่องจากหลายๆทีมในยุโรป ไม่ว่าจะเป็น กลาสโกว์ เซลติค หรือ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก็ใช้เพลงนี้เป็นเพลงประจำทีมเช่นกัน

แต่ที่แน่ๆก็คือ “หงส์แดง” เป็นสโมสรแรกๆในอังกฤษที่มี ดีเจประจำสนามเมื่อราวๆปี 1960 และมีแฟนๆร้องเพลงให้กำลังใจทีมในช่วงอบอุ่นร่างกาย

โดยส่วนใหญ่ พวกเขาจะเลือกเพลงดังๆที่ขึ้นอันดับในวิทยุเป็นหลัก ซึ่งเป็นผลงานของวงดนตรีท้องถิ่นชื่อดังอย่าง เดอะ บีทเทิล (The Beatles), ซิลล่า แบล็ค (Cilla Black) และ เจอร์รี่แอนด์เดอะเพสเมคเกอร์ (Gerry and the Pacemakers)

ทว่า ด้วยความที่ You’ll Never Walk Alone มีความหมายที่สวยงามและยอดเยี่ยม ทำให้ “เดอะ ค็อป” สถาปนาเพลงดังกล่าวเป็นเพลงประจำสโมสรตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา…

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม You’ll Never Walk Alone ถึงกลายมาเป็นเพลงชาติของเหล่า “เดอะ ค็อป” ได้ วันนี้หมดเวลาแล้ว ทีมงาน ไฟนอลโกล์ ต้องลาไปก่อน สวัสดีครับ

Continue reading

สารสุดท้ายจากหัวใจลุงมิโล (ภาคจบ) : สัมภาษณ์สุดท้ายของ มิโลวาน ราเยวัช ที่แฟน ‘ช้างศึก’ ไม่เคยได้รู้

สารสุดท้ายจากหัวใจลุงมิโล (ภาคจบ) : สัมภาษณ์สุดท้ายของ มิโลวาน ราเยวัช ที่แฟน ‘ช้างศึก’ ไม่เคยได้รู้

เขียนโดย สรร ต่อศรีเจริญ

Continue reading

จดหมายจากหัวใจลุงมิโล : เปิดบทสัมภาษณ์สุดท้าย(ที่ไม่เคยมีใครรู้)ของ มิโลวาน ราเยวัช หลังโดนปลดเมื่อปีก่อน

จดหมายจากหัวใจลุงมิโล : เปิดบทสัมภาษณ์สุดท้าย(ที่ไม่เคยมีใครรู้)ของ มิโลวาน ราเยวัช หลังโดนปลดเมื่อปีก่อน

Continue reading

ฝันยังไม่จบ ก็สู้กันต่อไป : เส้นทางต่อจากนี้ของ ‘ช้างศึก’ ในบอลโลก 2022

ฝันยังไม่จบ ก็สู้กันต่อไป : เส้นทางต่อจากนี้ของ ‘ช้างศึก’ ในบอลโลก 2022

เขียนโดย : สรร ต่อศรีเจริญContinue reading

ที่สุดแห่ง 2019 : ไดจ์/ เมส/ โด้ ใครจะได้ ‘ฟีฟ่า เดอะ เบสต์’? และ ทีมยอดเยี่ยมแห่งปีควรมีใครบ้าง?

ที่สุดแห่ง 2019 : ไดจ์/ เมส/ โด้ ใครจะได้ ‘ฟีฟ่า เดอะ เบสต์’? และ ทีมยอดเยี่ยมแห่งปีควรมีใครบ้าง?

สวัสดีครับ วันนี้ผม “สรร ต่อศรีเจริญ” พาแฟนๆ ไฟนอล โกล์ เปลี่ยนบรรยากาศมาดูกันในเรื่องของ ฟุตบอลต่างประเทศกันบ้าง โดยช่วงนี้ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า)  กำลังจะจัดงานใหญ่ประจำปี 2019 นั่นคืองาน  “เดอะ เบสต์ ฟีฟ่า อวอร์ด” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 แล้ว

เดิมทีนั้น รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่าไปผูกรวมกับรางวัลบัลลง ดอร์ กับนิตยสาร ฟรองซ์ ฟุตบอล ตั้งแต่ปี 2010 ก่อนที่จะแยกตัวออกมาในปี 2016 ซึ่งตลอดสามครั้งที่ผ่านมา คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวเตะตัวเทพคว้ารางวัลไป 2 ครั้ง ก่อนที่ปีที่แล้ว ซีอาร์7 จะได้เพียงรองแชมป์ หลังรางวัลตกเป็นของ ลูก้า โมดริช นอกจากนี้ในเวทีดังกล่าวยังมีการแจกรางวัลอื่นๆอีกมากมาย อาทิ ผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยม, นักเตะหญิงยอดเยี่ยม, ประตูสุดสวยแห่งปี ฯลฯ

สำหรับปีนี้ ฟีฟ่าได้ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลต่างๆเรียบร้อยแล้ว โดยไฮไลท์อยู่ที่ 3 นักเตะที่มีชื่อเข้าชิงรางวัล “เดอะ เบสต์ ฟีฟ่า เมนส์ เพลเยอร์” ประจำปี ได้แก่ สองเทพเจ้าแห่งโลกลูกหนัง คือ โรนัลโด้ คนดีคนเดิม กับ ลิโอเนล เมสซี่ อัจฉริยะฟ้าประทาน ผู้ที่ยังไม่เคยได้รางวัลนี้ และ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เจ้าของรางวัล นักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของ ยูฟ่า ที่ชนะทั้งสองคนข้างต้นไป

เราลองย้อนไปดูผลงานของทั้งสามตลอดปีนี้กันก่อนดีกว่าครับ โดยเว็บไซต์ทางการของ ฟีฟ่า ระบุว่า พวกเขาวัดฟอร์มการเล่นตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2018 ไปถึง 19 กรกฎาคม 2019 ครับ

เริ่มที่ เจ้าของตำแหน่งรองแชมป์เมื่อครั้งที่แล้วอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด้ ที่เคยได้บังลงดอร์มาถึง 5 สมัย กลับมาลุ้นแชมป์อีกครั้ง โดยซีซั่นที่แล้ว ดาวเตะวัย 34 ปี ตัดสินใจย้ายจาก เรอัล มาดริด ไปอยู่กับ ยูเวนตุส เพื่อหาความท้าทายใหม่ๆ และพาทีมกลับไปคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกให้ได้ในรอบกว่า 20 ปี ซึ่งถึงแม้ว่าจะทำไม่สำเร็จเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา แต่เขาถือว่าเป็นคีย์แมนสำคัญที่ช่วยให้ “ม้าลาย” คว้าดับเบิลแชมป์ ทั้ง กัลโช เซเรีย อา และซูเปอร์โคปปา อิตาเลียนา ทั้งฝากสถิติ 28 ประตูจากการลงสนาม 43 นัดรวมทุกรายการ เรียกได้ว่าเป็นการประเดิมค้าแข้งในอิตาลีที่น่าประทับใจ ขณะที่กับ โรนัลโด้ ก็พาทัพทีมชาติโปรตุเกสคว้าแชมป์ในรายการเมเจอร์อย่าง ยูฟ่า เนชันส์ ลีก ได้ ซึ่งนับเป็นแชมป์ระดับชาติรายการที่ 2 ในชีวิตได้

ข้ามมาที่ เมสซี่ ซึ่งปีที่แล้วหลุดไปอันดับ 5 ของรางวัลนี้ก็กลับมาทำผลงานได้อย่างสุดยอดเหมือนเดิม โดยในฤดูกาลที่แล้ว กัปตันทีมบาร์เซโลน่า ยิงไปได้ถึง 51 ประตูจากการลงสนาม 50 นัดในทุกรายการ และพาทีมได้แชมป์ลาลีก้า สเปน ซึ่งหากนับผลงานส่วนตัวแล้ว เมสซี่ ถือว่าทำได้ดีกว่าทุกคน อย่างไรก็ตาม การตกรอบยูซีแอลและโคปา อเมริกา อาจทำให้ ดาวเตะนอกโลกวัย 32 ปีพลาดรางวัลอีกครั้งในปีนี้

ปิดท้ายที่ ฟาน ไดค์ โดย ยอดปราการหลังลิเวอร์พูล พาทีมเก็บคลีนชีต 17 นัด เสียเพียง 20 ประตูในลีก ส่วนสถิติส่วนตัวก็มีทั้งเข้าประทะสำเร็จ 71%, เคลียร์บอล 285 ครั้ง และดวลชนะคู่แข่ง 207 ครั้งตลอด 36 นัดที่ลงสนามในลีก ด้วยผลงานที่เกิดขึ้นเป็นเหตุให้เจ้าตัวได้รับคะแนนโหวตจากเพื่อนร่วมอาชีพให้คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) ประจำปี 2018-2019 ไปครองอย่างสมศักดิ์ศรี ทั้งยังพา หงส์แดง หยิบแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครอง ได้อีกด้วย

แน่นอนว่าเต็งหนึ่งของทุกสำนัก คือ กองหลังทีมชาติฮอลแลนด์ ซึ่งต้องยอมรับว่าตามตรงว่าโอกาสพลิกล็อคคงมีไม่มากเท่าไร เพราะแชมป์ยูซีแอลที่ ฟาน ไดค์ ได้มาทำให้เขาได้เปรียบทุกคนไปหนึ่งช่วงตัว

ซึ่งสุดท้ายแล้ว ผมคิดว่าไม่ว่าใครได้รางวัลนี้ไป ก็เหมาะสมทุกคนครับ

นอกจากนี้ รางวัลอื่นๆอย่าง รางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมในปีนี้มี 3 มือกาวติดโผเข้ามาตำแหน่งประกอบด้วย อลิสซอน เบ็คเกอร์ (ลิเวอร์พูล), เอแดร์ซอน (แมนฯ ซิตี้) และ มาร์ค-อังเดร แทร์ สเตเก้น (บาร์เซโลน่า) ขณะที่โค้ชยอดเยี่ยมมี 3 ตัวเต็งอย่าง เยอร์เกน คล็อปป์ (ลิเวอร์พูล), เมาริซิโอ โปเชตติโน่ (สเปอร์ส) และเป๊ป กวาร์ดิโอล่า (แมนฯ ซิตี้)

อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจ คือ ทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า ซึ่งฟีฟ่าได้ประกาศรายชื่อ 55 นักเตะลุ้นติดทีมยอดเยี่ยม ฟีฟ่า ฟิฟโปร 2019 ออกมาแล้ว (ดูรายชื่อด้านล่างนะครับ) และสำหรับผม นี่คือทีมแห่งปี 2019 โดยผมวัดจากผลงานส่วนตัวและส่วนรวมของทุกคนครับ

ระบบ 4-3-3

ผู้รักษาประตู : อลิสซอน เบคเกอร์

กองหลัง : เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, อายเมอริก ลาปอร์เต้, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน,

กองกลาง : เอ็นโกโล ก็องเต้, แบร์นาร์โด ซิลวา, ดูซาน ทาดิช

กองหน้า : ซาดิโอ มาเน่, คริสเตียโน โรนัลโด้, ลิโอเนล เมสซี่

แล้วทุกคนคิดอย่างไรกันบ้างครับ?

หมายเหตุ – ทุกรางวัลของ ฟีฟ่า จะคิดคะแนนจากการโหวตของแฟนบอล, ผู้สื่อข่าว, ผู้จัดการทีมชาติ และกัปตันทีมชาติ ครับ และงานประกาศรางวัลดังกล่าวจะจัดขึ้นที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ในวันจันทร์ที่ 23 กันยายน นี้

 

รายชื่อ 55 นักเตะลุ้นติดทีมยอดเยี่ยมฟิฟโปร 2019

ผู้รักษาประตู : อลิสซอน เบคเกอร์, ดาบิด เด เคอา, มาร์ก-อังเดร แทร์ สเตเก้น, เอแดร์สัน, ยาน โอบลัค

กองหลัง : ฆอร์ดี อัลบา, ดานี อัลเวส, ดานี การ์บาฆาล, จอร์โจ คิเอลลินี่, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, ดิเอโก้ โกดิน, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจชัว คิมมิค, เจา คันเซโล่, มาร์เซโล่, คาลิดู คูลิบาลี่, อายเมอริก ลาปอร์เต้, เคราร์ด ปิเก, เซร์คิโอ รามอส, ติอาโก ซิลวา, มัตไธส์ เดอ ลิกต์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, ราฟาเอล วาราน, อเล็กซ์ ซานโดร, ไคล์ วอลเกอร์

กองกลาง : เซร์คิโอ บุสเกตส์, คาเซมิโร, เควิน เดอ บรอยน์, เอเดน อาซาร์ด, คริสเตียน อีริคเซ่น, เฟรนกี เดอ ยอง, เอ็นโกโล ก็องเต้, โทนี โครส, อาร์ตูร์, ลูกา โมดริช, พอล ป็อกบา, อิวาน ราคิติช, แบร์นาร์โด ซิลวา, อาร์ตูโร วิดัล, ดูซาน ทาดิช

กองหน้า : คาริม เบนเซม่า, เซร์คิโอ อเกโร่, โรแบร์โต เฟอร์มิโน่, อองตวน กรีซมันน์, แฮร์รี่ เคน, โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้, ซาดิโอ มาเน่, คีเลียน เอ็มบัปเป, ลิโอเนล เมสซี่, เนย์มาร์, คริสเตียโน โรนัลโด้, โมฮาเหม็ด ซาล่าห์, หลุยส์ ซัวเรซ, ซอน เฮือง มิน, ราฮีม สเตอร์ลิง

 

เกี่ยวกับผู้เขียน

สรร ต่อศรีเจริญ – อดีตล่ามโค้ชมิโลวาน ราเยวัช กุนซือทีมชาติไทยและผู้ประสานงานทีมชาติไทย ผู้หลงรักฟุตบอลตั้งแต่เด็ก และฝันที่จะเห็นทีมชาติไทยไปบอลโลกให้ได้

 

► ดูผลบอลสดได้ที่ FinalGoal

► ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้แล้ววันนี้ Andriod & IOS

หนทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ : เปิดเส้นทางทีมชาติไทยและชาติอื่นๆหลังผ่านคัดเลือกบอลโลก 2 เกมแรก

 

เขียนโดย : สรร ต่อศรีเจริญ

สวัสดีครับแฟนๆ “ไฟนอล โกล์” ทุกท่าน กลับมาพบกับผม “สรร ต่อศรีเจริญ” อีกครั้งนะครับ โดยหลังจากที่สัปดาห์ก่อนเราพูดถึง “แสงสุดท้าย : วิเคราะห์โจทย์ของ อากิระ นิชิโนะ ซามูไรผู้กุมชะตา ‘ช้างศึก’ ก่อนฟัดเวียดนามและอินโดฯ” ไปแล้ว ก็ถือว่าทีมชาติไทยของเรา ทำได้ดี หลังเก็บ 4 คะแนนจากทั้งสองเกมได้

แน่นอนว่า ทุกคนอยากเห็นขุนพล “ช้างศึก” คว้า 6 แต้มเต็ม ทว่าหากพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆทั้ง ผู้ฝึกสอนคนใหม่, เวลาเก็บตัว, ประสบการณ์ของนักเตะใหม่ๆ และอื่นๆ การได้ 4 คะแนนก็ถือว่าน่าพอใจมากๆ อีกทั้งยังช่วยให้เรายืนจ่าฝูงของกลุ่มไปอีกหนึ่งเดือนเป็นอย่างน้อย

อย่างไรก็ตาม ความฝันอาจจะหอมหวานได้ไม่นาน เพราะว่า เดือนหน้า เรามีภารกิจต้องเปิดบ้านเจอกับตัวเต็งของกลุ่มอย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในวันที่ 15 ตุลาคม โดยก่อนหน้านั้นในวันที่ 10 ตุลาคม ยูเออี จะเล่นในถิ่นของตัวเองพบกับ อินโดนีเซีย ที่ในทางปฏิบัตินั้นแทบจะตกรอบไปทั้งตัวแล้ว ซึ่งหากพวกเขาชนะ ก็จะแซงทีมชาติไทยขึ้นไปเป็นจ่าฝูงทันที

เพราะฉะนั้น เกมวันที่ 15 ตุลา จะสำคัญมากๆ เพราะหากพวกเราสามารถปราบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลงได้ โอกาสเข้ารอบจะสดใส และผมอยากจะบอกว่า จริงๆมันอาจจะถึงขั้นจำเป็นต้องชนะให้ได้ เพราะเราทำได้แค่เสมอกับ เวียดนาม ในบ้านแล้ว ดังนั้นหากไม่ชนะ ยูเออี อีก โอกาสที่จะเข้ารอบก็จะแทบหายไปทันที

ยิ่งในเดือนพฤศจิกายน เราจะต้องไปเยือน 2 เกมติด โดยเริ่มที่ มาเลเซีย ของแสลงที่ทีมชาติชุดใหญ่ไม่สามารถบุกไปชนะที่นั่นมากว่า 30 ปี และ เวียดนาม ที่แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาเก่งจริงๆ

อย่างที่ มาเลเซีย นั้น ปีที่แล้ว ผมอยู่บนม้านั่งในเกมที่ ไทย บุกไปเสมอกับ มาเลเซีย 0-0 ในรอบรองฯ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 บอกได้คำเดียวครับว่า บรรยากาศสุดยอดมาก แค่เราคุยกันข้างๆ ยังแทบไม่ได้ยิน อีกทั้งการออกแบบสนามของเขาทำได้ดีมาก เพราะที่ บูกิต จาริล นั้นคล้ายชามอ่างยักษ์ เวลาที่แฟนบอลส่งเสียร์เชียร์ หรือเสียงโห่ มันจะสะท้อนไปมาจนดังอื้ออึงสุดๆ เรียกได้ว่า บรรยากาศนั้นสุดๆจริงครับ

นอกจากนี้ หากใครได้ดูเกมที่ “เสือเหลือง” เล่นกับ “ยูเออี” แล้วละก็ ต้องบอกว่า มาเลฯ โชคร้ายที่ไม่ได้แต้ม เพราะพวกเขาทำเกมได้ดีกว่าจริงๆ เช่นเดียวกับ ใน ซูซูกิ คัพ ที่แม้จะได้แค่ “รองแชมป์” แต่รูปเกมทั้งสองนัดนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่า เวียดนาม เลย

ดังนั้น ผมถึงบอกว่า เพื่อกุมความได้เปรียบ เรามีทางเลือกเดียวคือ ต้องชนะ ยูเออี ให้ได้ เพราะมองไปที่กลุ่มอื่นแล้ว ผมคิดว่า กลุ่มจีของไทย นั้นจะเข้ารอบได้เพียง “แชมป์เก่า” ส่วน “อันดับสอง” นั้นโอกาสที่จะได้เป็น 1 ใน 4 ทีมที่ทำผลงานได้ดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นนั้นค่อนข้างน้อย เพราะเราไม่มีทีมแจกแต้มหรือแจกประตูเลย

เอาละครับ คราวนี้มาลองดูสถานการณ์ในกลุ่มอื่นกันบ้างดีกว่า…

– กลุ่มเอ 

จีน กับ ซีเรีย น่าจะจับมือกันเข้ารอบได้ เพราะดูแล้ว ฟิลิปปินส์ มัลดีฟส์ และกวม ไม่น่าจะต้านทานไว้ โดยสองเกมแรก ทั้งสองทีมเสียไปทีมละ 5 ลูก ในวงเล็บว่าเกมแรกนั้น มัลดีฟส์และกวมพบกันเองด้วย

– กลุ่มบี

กลุ่มนี้มี ออสเตรเลีย เป็นตัวเต็ง ทว่า จอร์แดน ก็โหดไม่เบา เช่นเดียวกับ คูเวต ที่มาตราฐานสูง แต่ดันไปโดนฟีฟ่าแบนจนอันดับร่วง ดังนั้นโอกาสตัดแต้มกันเองก็มีไม่น้อยครับ โดยผ่านไป 2 เกม มีถึง 4 จาก 5 ทีมในกลุ่มที่มี 3 คะแนนเรียบร้อย กลุ่มนี้ อันดับ 2 อาจจะอดเข้ารอบ

– กลุ่มซี

อิหร่าน อิรัก และ บาห์เรน ต้องแย่งตั๋วกัน ส่วน กัมพูชา และ ฮ่องกง ก็พัฒนาขึ้นมาก โดยเกมแรกนั้น บาห์เรน ยันเสมอ อิรัก ในบ้านได้ ซึ่งสถานการณ์กลุ่มนี้คล้ายกับกลุ่มเราพอสมควรเลยครับ

– กลุ่มดี

สิงคโปร์ สร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ เมื่อเก็บ 4 แต้มจาก 2 เกมพร้อมขึ้นจ่าฝูง ขณะที่ตัวเต็งอย่าง ซาอุดีอาระเบีย ทำได้แค่เสมอในเกมแรก เช่นเดียวกับ อุสเบกิสถาน ที่พลิกแพ้ ปาเลสไตน์ นอกจากนี้ยังมี เยเมน ที่แข็งไม่เบาอีกทีม บอกได้เลยว่า ตัดที่สองกลุ่มนี้ทิ้งได้เลย เพราะคงสู้กันเลือดสาดแน่นอน

– กลุ่มอี

กาตาร์น่าจะได้แชมป์กลุ่ม พร้อมคว้าตั๋วเอเชียน คัพ 2023 ขณะที่ โอมาน น่าจะทำได้กับตำแหน่งอันดับ 2 ที่ดีที่สุด หลังบุกไปชนะ อินเดีย ถึงบ้าน และดูแล้ว อัฟกานิสถาน ไม่น่าจะผ่านได้ จริงๆถือว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่แข็งเท่าไรเลยครับ

– กลุ่มเอฟ

ด้วยมาตราฐานญี่ปุ่น โอกาสพลาดแชมป์กลุ่มแทบจะเป็นศูนย์ ขณะเดียวกันอันดับ 2 นั้นต้องวัดกันระหว่าง ทาจิกีสถาน ที่โชว์สดเก็บ 6 แต้มเต็ม ทั้งยังชนะคู่แข่งสำคัญอย่าง คีร์กีซสถาน อีกด้วย ซึ่งตรงนี้ยังมองยากอยู่

– กลุ่มเอช

เกาหลีใต้ การันตีแชมป์กลุ่ม ขณะที่อันดับสองแย่งกัน 3 ทีมคือ เกาหลีเหนือ เลบานอน และ เติร์กเมนิสถาน ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ยากต่อการคาดการณ์ เพราะแต่ละทีมล้วนมีความสูสีมากครับ

Continue reading