ผลบอลสด ประวัติทีมฟุตบอล แมนเชสตอร์ ยูไนเต็ด

ผลบอลสด

ผลบอลสด

ปีศาจแดงคือทีมที่ชาวไทยเชียร์เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย บ้างก็ทันยุคทอง 90 บ้างก็เพิ่งมาชื่นชอบเพราะได้ยินเสียงคำร่ำลือมานานแล้ว ผลบอลสด แม้หลังๆ จะทำผลงานได้ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ก็ยังเป็นทีมในดวงใจของใครหลายๆ คน

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1870 มีทีมสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยพนักงานการรถไฟกลุ่มหนึ่งได้ทำการก่อตั้งขึ้นมา ซึ่งพวกเขาให้ชื่อว่า เดอะ แลงคาเชียร์ แอนด์ ยอร์คเชียร์ เรียลเวย์ ฟุตบอล คลับ (Newton Heath LYR Football Club) ต่อมาในปี 1878 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น นิวตัน ฮีธ โดยพวกเขาได้พยายามให้ทีมฟุตบอลของพวกเขาได้เข้าร่วมในฟุตบอลลีกถึงสองครั้ง ผลบอลสด สองคราแต่ก็ไร้ผลล้มเหลวไม่เป็นท่า เนื่องจากไม่มีสโมสรใดให้การสนับสนุน แต่พวกเขก็ไม่ถอดใจ ในที่สุดก็ได้รับการยอมรับเมื่อฟุตบอลลีกได้มีการแบ่งออกเป็นสองดิวิชั่นในเวลาต่อมาอีกไม่นาน

1870 – 1945

เริ่มแรกเดิมที เกมลีกนัดแรกในประวัติศาสตร์ของพวกเขา ระหว่างทีมนิวตัน ฮีธ ร่วมกับดารม แต่ได้พ่ายแพ้ต่อทีม แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ไป 3/4 แต่ชัยชนะนัดแรกก็มาถึงพวกเขานได้ในเวลาต่อมาไม่นานเกินรอ เมื่อพวกเขาจัดการถล่มเอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ไปได้ถึง 10/1 แต่หลังจากนั้นทีมกลับทำผลงานได้ไม่ดีนัก และน่าผิดหวังเป็นอย่างมาก เนื่องจากคว้าชัยชนะได้เพียงแค่ 6 นัดจาก 30 นัดเท่านั้น จนทำให้ทีมของพวกเขาตกไปอยู่ในอับดับบ๊วยของตาราง แต่พวกเขาก็ยังโชคดีที่รอดจากการตกชั้นไปได้ หลังจากที่เอาชนะ สมอลล์ ฮีธ ไปได้ 5/2 ที่สนาม บรามอลล์เลน

ผลบอลสด
cr : wikipedia

ในปีต่อมาทีมของพวกเขายังคงเล่นได้ไม่ดีขึ้น และต้องตกชั้นไปในที่สุด แม้จะมีการยุบลีกเก่าไป และตั้งลีกขึ้นมาใหม่ แต่ทีมก็ยังมีปัญหาอยู่อีกในการเข้าร่วมลีก เนื่องจากทีมมีสถานะทางการเงินไม่ดีนัก ก่อนที่พวกเขาจะล้มละลายลวจริง ๆ ในปี 1902 โชคดีที่ยังมีผู้สนับสนุน เขาคือผู้อำนวยการโรงกลั่นเบียร์ นายจอห์น เดวี่ส์ ที่ได้ตัดสินใจเมื่อนาทีสุดท้ายโดยมาลงทุนกับสโมสร ทำให้เขาได้กลายเป็นผู้อำนวยการ และประธานสโมสรในที่สุด จากนั้นทีมก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และได้ใช้ชื่อนี้อยู่ในถึงปัจจุบัน

นายเออร์เนสต์ แมกนัลล์ ได้ถูกแต่งตั้งให้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนแรกของทีมในปี 1903 โดย แมกนัลล์ ได้นำพาให้ทีมไต่ขึ้นมาจากดิวิชั่น 2 และจากสไตล์การเล่นที่ไม่เหมือนใคร เนื่องจากมีลีลาการเล่นที่รวดเร็ว และ สวยงามเป็นที่ประทับใจแฟน ๆ ในฤดูกาล 1907-08 “ปีศาจแดง” ก็สามารถคว้าแชมป์ลีกกลับมายังถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร แถมในปีถัดมาพวกเขายังคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ไปครองได้อีกเป็นครั้งแรก

ปีของบัสบี 1945 – 1969

ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แมน ฯ ยูไนเต็ด ก็ประสบปัญหาเข้าจนได้ เมื่อสนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดเกิดใช้การไม่ได้ รวมถึงนักเตะบางคนก็เริ่มมีอายุที่มากขึ้น ทำให้ถึงเวลาที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อเซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมร่วมเมือง ในการขอใช้สนาม เมน โร้ด ให้เป็นสนามเหย้า

พร้อมกับแต่งตั้ง แม็ตต์ บัสบี้ ให้เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ และต่อมาในที่สุดชายผู้นี้ก็ได้สร้าง “Red Devil” (ปีศาจแดง) ให้กลับขึ้นมาผงาดได้อีกครั้งในที่สุด เมื่อเขาพาทีมที่มีแต่เด็กท้องถิ่นโนเนมร่วมเป็นนักเตะหลักแต่กลับคว้าแชมป์ลีกได้ในฤดูกาล 1951-52 และนับจากนั้นมันก็ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุค บัสบี้ เบ๊บส์ อันยิ่งใหญ่

ในที่สุด ตำแหน่งแชมป์ลีกในฤดูกาล 1955-56 ก็ได้ตกเป็นของพวกเขา และในฟุตบอลยุโรป บัสบี้ ก็สามารถพาทีมลุยเข้ารอบ ยูโรเปี้ยน คัพ และได้ไปถึงรอบรองชนะเลิศได้เป็นผลสำเร็จก่อนที่พวกเขาจะตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย โชคดีที่พวกเขาคว้าแชมป์ดิวิชั่นหนึ่งมาครองได้อีกสมัย และได้กลับมายุโรปอีกครั้งในปีถัดไป

แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิดเมื่อสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาประสบกับอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่สุด โดยเครื่องบินโดยสารทีพวกเขาโดยสารมาแลนดิ้งในกรุงมิวนิค และกำลังจะบินขึ้นได้เกิดอุบัติเหตุขณะที่กำลังไต่ระดับขึ้น ส่งผลให้ผู้เล่นของทีม 8 รายเสียชีวิตทันที และนั่นก็เป็นโศกนาฏกรรมที่สะเทือนใจที่สุดในวงการกีฬาไปทั่วโลกในช่วงเวลานั้น

ผลบอลสด
cr : wikipedia

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านไปไม่นาน แม็ตต์ บัสบี้ ได้ทำการสร้างทีมขึ้นมาใหม่ โดยตัดสินใจเพื่อการสานฝันที่ยังค้างอยู่ ในการจะคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ให้ได้ โดยแกนนำของทีมก็ยังเป็นนักเตะที่รอดชีวิตมาจากเหตุการณ์เครื่องบินตกในครั้งนั้น รวมกับผู้เล่นตัวสำรองและทีมเยาวชน รวมทั้งนักเตะที่ซื้อเข้ามาใหม่ จนทำให้ทีมเริ่มกลับมาแข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ

เมื่อฝันร้ายได้ผ่านไป พวกเขาก็ได้กลับมาคว้าแชมป์อีกครั้งในถ้วย เอฟเอ คัพ ในปี 1963 ซึ่งในฤดูกาลนั้นเองนักเตะอย่าง จอร์จ เบสต์ เดนนิส ลอว์ และ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ก็ได้แจ้งเกิดได้สำเร็จ และดูเหมือนจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมา เมื่อพวกเขาคว้าแชมป์ลีกมาครองได้ถึง 2 สมัยในรอบ 3 ปีหลัง และแน่นอนเป้าหมายต่อไปของพวกเขาจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากยูโรเปี้ยน

1969–1986

เหมือนโชคยังอยู่กับเขา ในที่สุดความฝันของ แม็ตต์ บัสบี้ ก็เป็นความจริง เมื่อ ลูกทีมของเขา ไล่ถล่มเอาชนะ ทีมเบนฟิก้า ทีมชื่อดังของเมืองฝอยทอง ซึ่งนำทัพใหญ่มาโดยนักเตะชื่อก้องโลก ยูเบิโอ ไปได้ที่สนาม เวมบลีย์ ด้วยสกอร์ 4/1 เท่านั้นยังไม่พอพวกเขายังคว้าแชมป์ถ้วยสโมสรใบใหญ่สุดของยุโรปไปได้อีกอย่างงดงาม

ก่อนที่ บัสบี้ จะขอวางมือในเวลาต่อมา ซึ่งนั่นก็คือจุดเปลี่ยนของทีมอีกครั้ง เมื่อทศวรรษที่ 1970 วิลฟ์ แม็คกินเนสส์ แฟร้งค์ โอ ฟาร์เรลล์ และ ทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้ ที่เข้ามารับงานต่อจากเซอร์บัสบี้ ต่างก็ทำผลงานได้ไม่ดี หรืออาจเรียกว่าย่ำแย่กันทีเดียวแหละ จนทีมต้องตกชั้นลงไปเล่นอยู่ในดิวิชั่น 2 อีกครั้งในเวลาต่อมาไม่นาน

ช่วงทศวรรษที่ 1980 หลังจากที่ ทีมยูไนเต็ด กลับขึ้นมาในลีกสูงสุดอีกครั้ง พวกเขาก็ยังไม่สามารถที่จะสร้างผลงานได้อย่างเป็นที่น่าประทับใจนัก ทำให้ผู้บริหารทีมได้ตัดสินใจที่จะดึงตัว รอน แอ๊ตกินสัน เข้ามาคุมทีมแทนที่ เดฟ เซ็กซ์ตัน ในปี 1981 โดยบิ๊กรอน ได้นำนักเตะหน้าใหม่หลายคนเข้ามาในทีมด้วย โดยเฉพาะ ไบรอัน ร็อบสัน กองกลางชาวอังกฤษที่บิ๊กรอน ผลบอลสด ได้จ่ายเงินสดไปกว่า 1.5 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 105 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าตัวนั้นถือเป็นการซื้อตัวที่เป็นสถิติการย้ายทีมของนักเตะบนเกาะอังกฤษในเวลานั้นเลยทีเดียว

แต่หลังจากนั้น ร็อบสัน ก็ได้แสดงให้เห็นว่าเขาเล่นได้คุ้มค่าตัวในทุกเพนนี การเปลี่ยนแปลงในขั้วโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ก็ยังไม่หยุดลงหรือจบลงแต่เพียงแค่นั้น เมื่อทางบอร์ดบริหารของทีมเห็นตรงกันว่า การคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ 2 สมัย นั้นยังไม่เพียงพอสำหรับทีมสโมสรระดับนี้ ส่งผลให้ตำแหน่งผู้จัดการทีม ยูไนเต็ด เปลี่ยนมือจาก แอ๊ตกินสัน ไปสู่มือของผู้จัดการทีมคนใหม่ที่น่าจะเหนือชั้นกว่าอย่าง นายอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

ปีของเฟอร์กูสัน 1986–2013

ของเล่นชิ้นใหม่ของ “เฟอร์กี้” ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้แก่เขาต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างมหาศาล ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ อย่างที่เขาคิดไว้ก่อนหน้านี้เลย และซึ่งเหตุผลเดียวกันนี้เองที่ทำให้ผู้จัดการทีมคนก่อนอย่าง แอ๊ตกินสัน ต้องกระเด็นตกเก้าอี้ไป แน่นอนว่าแค่แชมป์เอฟเอ คัพ อย่างเดียวไม่เพียงพออย่างแน่นอนที่จะตอบสนองกิเลส และความทะเยอทะยานกับความต้องการของสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้

และงานใหญ่อย่างนี้ของ “เฟอร์กี้” ก็ดูท่าจะต้องพบกับความยากลำบากเสียแล้ว เมื่อในยุคนั้นยังมี ลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นอริตัวฉจากของทีมกำลังครองความยิ่งใหญ่ในประเทศอยู่ โดยมี อาร์เซน่อล และ เอฟเวอร์ตัน ก็เป็นอีกสองทีมที่พอฟัดพอเหวี่ยงกัน

18 เดือนแรกของ เฟอร์กี้ นั้นก็ดูเหมือนจะผ่านไปได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค์ เมื่อยูไนเต็ดได้จบซีซั่นอันดับสองของลีกในปี 1988 ได้เป็นรองแค่ ทีมลิเวอร์พูล ทีมเดียวเท่านั้น ทว่าหลังจากจุดสูงสุดครั้งนั้นผ่านไป ปีศาจแดง ก็ต้องกลับมาประสบปัญหาอีกครั้ง ด้วยความพ่ายแพ้ที่ยับเยินถึง 5/1 รวมถึงการพ่ายแพ้ต่อเพื่อนร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเดือนพฤศจิกายน 1989 ซึ่งนั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็ก และเริ่มใหญ่ขึ้นของกระแสเรียกร้องให้ปลดเขาออกจากตำแหน่ง โดยในปีนั้นจบปีลงด้วยอันดับที่ 11 ของทีมในตาราง 

ผลบอลสด

แต่หลังจากเหตุการณ์นั้นได้ผ่านไป ทุกอย่างก็ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนกลับไปด้วย ถ้าหากเราจะมาพิจาณากันถึงความสำเร็จในปัจจุบันของทีม ก็ต้องถือว่าการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดของบอร์ดบริหารทีมปีศาจแดงที่ปล่อยให้ เฟอร์กูสัน ทำงานพิสูจน์ฝีมือต่อนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด ซึ่งประตูชัยของ มาร์ค โรบินส์ ในเกมเอฟเอ คัพ รอบ 3 ที่ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในเดือนมกราคม 1990 ก็เสมือนเป็นการปลุกให้ปีศาลแดง “เร้ด เดวิลส์” ให้กลับคืนสู่ยุคทองของสโมสรได้อีกครั้ง

ซึ่งแชมป์แรกของพวกเขาภายใต้การนำทีมของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็เกิดขึ้นได้จริงจากการคว่ำและเอาชนะ คริสตัล พาเลซ ในรอบชิงชนะเลิศ นัดรีเพลย์ ศึก เอฟเอ คัพ จากนั้นในปี 1991 ก็ต่อด้วยถ้วยใบที่สองที่ตามมาติด ๆ เมื่อ ยูไนเต็ด ล้มยักษ์ใหญ่จากแดนกระทิงดุ สเปน อย่าง บาร์เซโลน่า ลงได้ในนัดชิงชนะเลิศศึก คัพ วินเนอร์ส คัพ ที่ร็อตเตอร์ดัม ได้สำเร็จ

แต่จะอย่างไรก็ตาม เฟอร์กี้ นั้นก็รู้ได้ดีว่าตำแหน่งแชมป์ลีกที่เขายังทำไม่ได้นั้นยังเป็นเป้าหมายที่สูงสุดของทีมในช่วงเวลานั้น แต่โชคก็ยังไม่เข้าข้างพวกเขา เพราะต้องผิดหวังอีกครั้งในปี 1992 เมื่อพวกเขาถูก ลีดส์ ยูไนเต็ด แซงแย่งแชมป์ไปแบบพลิกความคาดหมาย แต่ก็ยังไม่ผิดหวังเสียทีเดียว เพราะในปีเดียวกันทีมก็ยังมีถ้วยรางวัลปลอบใจติดมือมา 1 ใบคือ ลีก คัพ

ผู้เล่นคนสำคัญ

พฤศจิกายน 1992 การเข้ามาของ เอริก คันโตน่า (Éric Daniel Pierre Cantona) อาจเปรียบได้เช่นเดียวกับจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของ เฟอร์กี้ ในการไล่ล่าแชมป์ ที่ปีศาจแดง รอคอยมานานถึง 26 ปี โดยทีมสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพในปี 1993 มาครองได้สำเร็จ

หลังจากนั้นทีมก็เปล่งประกายแสงออร่าของการเป็นทีมฟุตบอลที่ดีสุดในประเทศได้อีกครั้ง เมื่อพวกเขาคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้อีกในปี 1994 แถมยังเกือบเป็นทริปเบิ้ลแชมป์อีกด้วย หากไม่เพราะความพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศถ้วย ลีก คัพ ผลบอลสด แต่อาจเป็นด้วยเหตุผลการขาด เอริก คันโตน่า ในฤดูกาลถัดมา เนื่องจากติดโทษแบนเพราะไปมีเรื่องกับแฟนบอลพาเลซ

ผลบอลสด
cr : thepeoplesperson

ซึ่งนั่น ก็ดูเหมือนจะส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อการพลาดได้แชมป์ดับเบิ้ลแชมป์อีกสมัยของทีม เมื่อ ยูไนเต็ด พลาดท่าในลีกต่อ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ในเกมสุดท้าย และก็ต่อด้วยการพ่ายแพ้อีกครั้งให้กับ เอฟเวอร์ตัน ในเกมนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ในไม่กี่สัปดาห์ต่อมา

เมื่อถึงช่วงซัมเมอร์ในปี 1995 บรรดาแฟนของ เร้ด อาร์มี่ ก็ต้องช็อกกับเหตุกาณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ เฟอร์กี้ ได้จัดการเปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่ เนื่องจากการขายผู้เล่นชั้นดีอย่าง พอล อินซ์ มาร์ค ฮิวจ์ส และ อังเดร แคนเชลสกี้ส์ ออกไปจากทีมในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยได้หันมาใช้งานดาวรุ่งพุ่งแรงรุ่นใหม่ของทีมอย่าง เดวิด เบ็คแฮม สองพี่น้องเนวิลล์ พอล สโคลส์ และ นิคกี้ บัตท์

ดังนั้น เรื่องนี้ที่อังกฤษได้เป็นข่าวใหญ่ และพูดถึงกันอย่างมาก และได้วิจารณ์การกระทำของ เฟอร์กี้ ครั้งนี้กันอย่างกว้างขวาง แต่บรรดานักเตะดาวรุ่งทั้งหลายที่เข้ามาใหม่ก็ช่วยลบคำสบประมาทและเสียงก่นด่าให้กับเจ้านายเฟอร์กี้ ลงด้วยการนำทีมปีศาจแดง ครองดับเบิ้ลแชมป์สมัยที่ 2 ได้เป็นทีมแรกของประเทศ

ในปี 1997 ยูไนเต็ด ยังคงรักษาตำแหน่งทีมอันดับหนึ่งของประเทศไว้ได้ต่อไป แต่โชคร้ายยังไม่สิ้นสุดเมื่อสิ้นฤดูกาลพวกเขาก็ต้องพบกับการสูญเสียนักเตะคุณภาพไปอีกหนึ่งรายหลังจากที่ เอริก คันโตน่า ประกาศอำลาสังเวียนอย่างเป็นทางการ ทำให้แฟน ๆ ช็อกทั้งวงการ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

ในฤดูกาลถัดมา ทั้ง ๆ ที่พวกเขานำโด่งเป็นจ่าฝูงมาตั้งแต่เริ่มต้น จนเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย แต่จากอาการบาดเจ็บของนักเตะหลัก ๆ หลายราย ก็ส่งผลให้ อาร์เซน่อล ก็เดินหน้าคว้าชัยชนะ 10 เกมติดต่อ แซงหน้าเข้าป้ายคว้าแชมป์ไปได้อย่างเจ็บแสบ และนอกจากนั้นไอ้ปืนใหญ่ ก็ยังได้ตีเสมอสถิติดับเบิ้ลแชมป์ 2 สมัยของพวกเขาได้อีกด้วย หลังจากที่เอาชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด คู่ชิงในเอฟเอ คัพไปได้สำเร็จตามความคาดหมาย

ก่อนปี 2000

ฤดูกาล 1998-99 ที่ได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษ และคาดว่าจะต้องอยู่ในความทรงจำของแฟน ปีศาจแดงต่อไปอีกนานแสนนาน เมื่อ เฟอร์กี้ ทุ่มเงินจำนวน 27 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 2,025 ล้านบาท ในการคว้า 3 ดาวเตะหน้าใหม่อย่าง ดไวท์ ยอร์ค ยาป สตัม และ เยสเปอร์ บลอมควิสต์ มาเสริมทัพ

แต่เงินทุกเพนนีที่เฟอร์กูสันได้จ่ายไปเมื่อต้นซีซั่นนั้นก็ถูกตอบแทนด้วยผลลัพธ์ที่เหนือกว่าความคาดหมาย เมื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ประกาศความยิ่งใหญ่ให้ทุกคนได้รับรู้ว่าพวกเขาไม่ใช่แค่สุดยอดสโมสรในระดับประเทศเท่านั้น เมื่อพวกเขาได้เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่จากเยอรมัน ได้ในช่วงของการทดเวลาบาดเจ็บในศึก ยูโรเปี้ยน คัพ พร้อมกับคว้าทริปเบิ้ลแชมป์ได้อย่างมหัศจรรย์

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะเป็นความทรงจำอันยิ่งใหญ่ และที่ดีที่สุดของทีมไปอีกนานเท่านาน แต่ในความเป็นจริงแล้วโลกลูกหนังนั้นก็ไม่สามารถหยุดอยู่กับความสำเร็จในอดีตได้เลย ซึ่งเฟอร์กูสัน เองก็ทราบในเรื่องนี้ได้ดีเช่นกัน ทำให้เขาเริ่มที่จะถ่ายเลือดใหม่อีกครั้ง ซึ่งแม้แต่นักเตะอย่าง เดวิด เบ็คแฮม ที่เคยเป็นกำลังสำคัญของทีมก็ต้องเป็นอีกหนึ่งในผู้ที่ต้องออกจากถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดไป สู่ รีล มาดริด

นอกจากนี้ ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เกิดขึ้นอีกครั้งจนได้ หลังจากที่ มัลคอล์ม เกลเซอร์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน เจ้าของทีมอเมริกันฟุตบอลอย่าง แทมป้า เบย์ บัคคาเนียร์ส ในศึกอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล

ซึ่งเล็งมาที่ทีมปีศาจแดงอยู่นานแล้ว ได้เข้ามาเทคโอเวอร์กิจการของสโมสรต่อจาก มาร์ติน เอ็ดเวิร์ด เจ้าของทีมคนเก่า และรวบรวมหุ้นมาสู่กำมือของตระกูลแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งการเข้ามาคุมสโมสรของตระกูล เกลเซอร์ ครั้งนี้ก็ดูเหมือนว่าจะสร้างความ โกรธแค้นให้กับแฟนบอลบางส่วนเป็นอย่างมากทีเดียว ขนาดที่ว่าต้องแยกตัวออกไปตั้งสโมสรของตัวเองขึ้นใหม่อีกหนึ่งทีมหนึ่งเลยทีเดียว

อยากเห็นผลบอล อย่าลืมนึกถึง แอปพลิเคชั่น FinalGoal มีให้โหลดทั้ง Andriod และ IOS

บทความที่น่าสนใจ

ทำไมคนอเมริกันเรียกฟุตบอลว่า “Soccer” ดูบอลสด

20 นักฟุตบอลหญิงทำ ผลบอล ยอดเยี่ยม เก่งที่สุดตลอดกาล

10 สโมสรกระเป๋าหนัก ลงทุนซื้อนักเตะสูงสุด ผลบอล

Recommended Posts