ประวัติ โรนัลโด้บราซิล ยอดแข้งตำนานกองหน้าตลอดกาลแห่งบราซิล

โรนัลโด้ ลุยส์ นาซาริโอ เด ลิมา (Ronaldo Luís Nazário de Lima) เกิดเมื่อวันที่ 18 ก.ย. ปี 1976 ที่เมืองรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล เขาชอบฟุตบอลตั้งแต่เด็ก และทิ้งการเรียนตั้งแต่พ่อแม่แยกทางกันตอนอายุ 11 ปี เพื่อความฝันเป็นนักฟุตบอลอาชีพ โดยเข้าร่วมทีมฟุตซอลเยาวชนตอนอายุ 12 ปี

ฝีเท้าของ เขาโดดเด่นกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน จนได้โอกาสเข้าร่วมทีม ครูเซย์โร ในปี 1993 และได้เริ่มต้นเล่นระดับอาชีพครั้งแรกในปีเดียวกัน 

[ ติดตามข้อมูลและอัพรายงาน เว็บ ผลบอลสด  ]

โรนัลโด้

ติดตามประวัติ นักฟุตบอล เซดอร์ฟ

การค้าแข้งในแต่ละสโมสรของ โรนัลโด้

โรนัลโด ค้าแข้งอยู่กับ ครูเซย์โร จนถึงหลังจบฟุตบอลโลก 1994 โดยมีผลงานยิงประตู 44 ลูก จาก 47 นัด ช่วยทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วย และลีกของรัฐได้อย่างละ 1 ครั้ง ก่อนจะย้ายไป พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน ด้วยค่าตัว 5.48 ล้านยูโร

แม้จะย้ายไปยุโรปครั้งแรกด้วยวัยเพียง 17 ปี แต่ผลงานของ โรนัลโด กลับโดดเด่นสุดๆ ระหว่าง 2 ปีที่ค้าแข้งกับ พีเอสวี โดยเฉพาะผลงานดาวซัลโวของลีก ตั้งแต่ฤดูกาลแรก โดยรวมแล้ว โรนัลโด ยิงได้ถึง 54 ประตู จากการลงสนาม 58 นัด

ช่วงซัมเมอร์ ปี 1996 โรนัลโด ย้ายไปร่วมทัพ บาร์เซโลนา ด้วยค่าตัว 15 ล้านยูโร และยังทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเหมือนเดิม โดยยิงได้ถึง 47 ประตู จาก 49 นัด รวมทุกรายการ พร้อมกับคว้าตำแหน่งดาวยิงสูงสุด ลา ลีกา ด้วยจำนวน 34 ประตู

อย่างไรก็ดี โรนัลโด ค้าแข้งในถิ่น คัมป์ นู ได้แค่ปีเดียว ก็เลือกย้ายไป อินเตอร์ มิลาน ด้วยค่าตัว 28 ล้านยูโร โดยฤดูกาลแรกในอิตาลี โรนัลโด ยิงประตูในรายการ เซเรีย อา 25 ประตู พร้อมกับคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมไปครอง

โรนัลโด กลายเป็นตัวหลักที่ทีมขาดไม่ได้ และได้รับตำแหน่งกัปตันทีมในปี 1999 แต่หลังจากนั้น อาการบาดเจ็บเข่าก็เริ่มเข้ามารบกวน จนกลายเป็นเรื้อรัง และได้ลงสนามน้อยกว่าที่ควร

ตลอดระยะเวลา 5 ฤดูกาล โรนัลโด ได้ลงสนามให้กับ อินเตอร์ ทั้งหมด 99 นัด ยิงได้ 59 ประตู แต่ยังหายกลับมาทันลุยศึก ฟุตบอลโลก 2002 ที่ญี่ปุ่น และคว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 2 ในการค้าแข้ง

หลังคว้าแชมป์โลกกับทีมชาติบราซิล โรนัลโด ไปเซ็นสัญญากับ เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัว 45 ล้านยูโรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุค กาลักติกอส ในทีมเดียวกับ ซีเนดีน ซีดาน, ลุยส์ ฟิโก, โรแบร์โต คาร์ลอส และเดวิด เบ็คแฮม

โรนัลโด มีอาการบาดเจ็บ และต้องพักถึงเดือน ต.ค. ปี 2002 แต่ลงประเดิมสนามให้กับ มาดริด ด้วยผลงานยิง 2 ประตูในเกมดวลกับ อลาเบส

ชีวิตของ Ronaldo ที่รีล มาดริดจนถึงแขวนสตั๊ด

ฤดูกาลแรก โรนัลโด มีส่วนช่วยให้ มาดริด คว้าถ้วย ลา ลีกา อีกทั้งมีผลงานโดดเด่นในรายการ แชมเปียนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย ดวลกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนได้รับเสียงปรบมือจากแฟนบอลทีมคู่แข่ง ก่อนจะไปพ่าย ยูเวนตุส ตกรอบรองชนะเลิศ

อย่างไรก็ดี โรนัลโด ยังมีปัญหาบาดเจ็บตามรบกวน และมีปัญหาน้ำหนักเกินด้วย อีกทั้งการซื้อตัว รุด ฟาน นิสเตลรอย ก็ทำให้โอกาสลงสนามน้อยลง จนกระทั่งหลุดออกจากแผนการทำทีมของ ฟาบิโอ คาเปลโล และย้ายไปร่วมทัพ เอซี มิลาน ในเดือน ม.ค. ปี 2007 ด้วยค่าตัวเพียง 7.5 ล้านยูโร

ปัญหาอาการบาดเจ็บ และน้ำหนักเกิน ยังคงตามหลอกหลอน โรนัลโด จนได้ลงสนามให้กับ มิลาน ในเกมลีกเพียง 20 นัด ยิงได้ 9 ประตู ตลอดระยะเวลา 1 ฤดูกาลครึ่ง ก่อนจะหมดสัญญากับทีมหลังจบฤดูกาล 2007-08

โรนัลโด กลายเป็นนักเตะไร้สังกัด และมีอาการบาดเจ็บติดตัวอยู่ ก่อนจะหายดีจนกลับมาร่วมซ้อมกับ ฟลาเมงโก ทีมโปรดในวัยเด็ก แต่ไม่ได้รับสัญญาจากทีม โดยสุดท้ายเลือกเซ็นสัญญา 1 ปี กับ โครินเธียนส์ ในเดือน ธ.ค. ปี 2008 ท่ามกลางเสียงด่าว่าเป็นคนทรยศที่เลือกไปอยู่กับทีมคู่แข่ง

หลังจากนั้น โรนัลโด เริ่มกลับมาลงสนามได้อย่างต่อเนื่อง จนเริ่มมีกระแสเรียกร้องให้ติดทีมชาติบราซิลอีกครั้ง

โรนัลโด ตัดสินใจเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพในเดือน ก.พ. 2011 หลังทีมตกรอบรายการ โคปา ลิเบร์ตาดอเรส ด้วยวัย 34 ปี โดยระบุว่าเป็นเพราะอาการเจ็บปวด และโรคเกี่ยวกับไทรอยด์ที่ทำให้ร่างกายสู้ต่อไม่ไหว

 

ทีมชาติบราซิล

 ติดทีมชาติบราซิลตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี และ 23 ปี ก่อนจะลงสนามกับทีมชาติชุดใหญ่นัดแรก เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ปี 1994 เป็นเกมกระชับมิตรกับทีมชาติอาร์เจนตินา

หลังจากนั้น โรนัลโด วัย 17 ปี ติดทีมชาติบราซิลไปลุยศึก ฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐ และได้แชมป์โลกด้วย แต่ไม่มีโอกาสลงสนามเลย ก่อนจะไปลุย โอลิมปิก ปี 1996 แต่ได้แค่เหรียญทองแดง

ส่วนรายการ โคปา อเมริกา ปี 1997 และ 1999 โรนัลโด ก็เป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติบราซิลที่ได้แชมป์ 2 สมัยติดต่อกัน พ่วงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม และรางวัลดาวยิงสูงสุด ตามลำดับ

ฟุตบอลโลก 1998 โรนัลโด พาทีมชาติบราซิลไปถึงรอบชิงชนะเลิศ แต่กลับมาเรื่องปริศนาเกิดขึ้น เมื่อเกิดมีอาการชักไม่กี่ชั่วโมงก่อนลงเล่นศึกชิงถ้วยกับทีมชาติฝรั่งเศส และหลุดออกจากรายชื่อตัวจริงไปแล้ว แต่สุดท้ายเดินลงสนามท่ามกลางความสับสนของทุกฝ่าย ก่อนที่ทีมชาติฝรั่งเศสจะชนะไป 3-0 คว้าแชมป์โลกในบ้านตัวเอง

อย่างไรก็ดี โรนัลโด กลับมาแก้ตัวได้ในรายการ ฟุตบอลโลก 2002 โดยยิงได้ 8 ประตู รวมถึง 2 ประตูในรอบชิงชนะเลิศ ช่วยทีมชาติคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 5 และเป็นสมัยที่ 2 ของตัวเอง

ฟุตบอลโลก 2006 โรนัลโด และทีมชาติบราซิล ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย หลังจากพ่ายทีมชาติฝรั่งเศส โดยหลังจากนั้น โรนัลโด ซึ่งอยู่ในช่วงขาลง ก็เริ่มห่างหายจากทีมชาติ จนกระทั่งกลับมาติดทีมชาตินัดสุดท้าย ในเดือน มิ.ย. ปี 2011 เพื่อเป็นนัดทิ้งทวน สิ้นสุดผลงานกับทีมชาติบราซิลไว้ที่ 98 นัด 62 ประตู

เกียรติประวัติในการเล่นฟุตบอล

ครูเซย์โร

คัมเปโอนาโต มิเนย์โร 1 สมัย (ฤดูกาล 1994)

โคปา ดู บราซิล 1 สมัย (ฤดูกาล 1993)

 

พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน

เคเอ็นวีบี คัพ 1 สมัย (ฤดูกาล 1995-96)

โยฮัน ครอยฟ์ ชีลด์ 1 สมัย (ปี 1996)

 

บาร์เซโลนา

โกปา เดล เรย์ 1 สมัย (ฤดูกาล 1996-97)

ยูฟา คัพ วินเนอร์ส คัพ 1 สมัย (ฤดูกาล 1996-97)

ซูเปร์โกปา เด เอสปันยา 1 สมัย (ปี 1996)

 

อินเตอร์ มิลาน 

ยูฟา คัพ 1 สมัย (ฤดูกาล 1997-98)

 

เรอัล มาดริด

ลา ลีกา 1 สมัย (ฤดูกาล 2002-03)

อินเตอร์คอนติเนนทัล คัพ 1 สมัย (ปี 2002)

ซูเปร์โกปา เด เอสปันยา 1 สมัย (ปี 2003)

 

โครินเธียนส์

คัมเปโอนาโต เปาลิสตา 1 สมัย (ฤดูกาล 2009)

โคปา ดู บราซิล 1 สมัย (ฤดูกาล 2009)

 

ทีมชาติบราซิล

ฟุตบอลโลก 2 สมัย (ปี 1994 และ 2002)

โคปา อเมริกา 2 สมัย (ปี 1997 และ 1999)

ฟีฟา คอนเฟเดเรชันส์ คัพ 1 สมัย (ปี 1997)

 

รางวัลส่วนตัว

นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี ฟีฟา 3 สมัย (ปี 1996, 1997 และ 2002)

รองเท้าทองคำยุโรป 1 สมัย (ฤดูกาล 1996-97)

บัลลงดอร์ 2 สมัย (ปี 1997 และ 2002)