ประวัติ ราดาเมล ฟัลเกา ยอดกองหน้าชาวโคลอมเบีย

ราดาเมล ฟัลเกา การ์เซีย ซาราเต (Radamel Falcao García Zárate) เกิดเมื่อวันที่ 10 ก.พ. ปี 1986 ที่เมืองซานตามาร์ตา ประเทศโคลอมเบีย

ฟัลเกา เริ่มต้นเล่นฟุตบอลกับ ลันเซรอส โบยากา สโมสรในบ้านเกิด และได้ลงสนามเล่นเกมลีกระดับสองของประเทศเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ปี 1999 ด้วยวัยเพียง 13 ปี และ 199 วัน สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักฟุตบอลอาชีพอายุน้อยที่สุดของโคลอมเบีย

ปีต่อมา ฟัลเกา วัย 14 ปี ได้ลงสนามมากขึ้น และยิงได้ 1 ประตู ก่อนจะไปฝึกซ้อมกับ มิลโลนาริออส สโมสรดังของประเทศ แต่ไม่ได้รับสัญญาถาวร และเลือกย้ายไป ริเวอร์ เพลท สโมสรดังของอาร์เจนตินา ในเดือน ก.พ. ปี 2001 ด้วยค่าตัว 5 แสนดอลลาร์ หรือราว 16.3 ล้านบาท

ประวิตินักฟุตบอล มินามิโนะ

ราดาเมล ฟัลเกา

การค้าแข้งต่างแดนของ ราดาเมล ฟัลเกา กับ River Plate

ฟัลเกา เริ่มต้นกับ ริเวอร์ เพลท จากทีมเยาวชน จนกระทั่งได้ลงสนามกับชุดใหญ่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 มี.ค. ปี 2005 และเริ่มยึดตำแหน่งตัวจริงได้ในปีเดียวกัน

จนกระทั่งฤดูกาล 2007-08 ฟัลเกา มีส่วนสำคัญกับ ริเวอร์ เพลท ภายใต้การคุมทีมของ

ดิเอโก ซิเมโอเน คว้าแชมป์ เคลาซูรา หรือผู้ชนะของลีกครึ่งฤดูกาลแรก ท่ามกลางข่าวลือว่าได้รับความสนใจจากหลายสโมสรในยุโรป

ทั้งนี้ ช่วงต้นปี 2008 ฟัลเกา เคยได้รับข้อเสนอมูลค่า 15 ล้านดอลลาร์ หรือราว 500 ล้านบาท จากทีมดังอย่าง เอซี มิลาน แต่ทว่า ริเวอร์ เพลท ปฏิเสธทั้งหมด รวมถึงข้อเสนอจาก แอสตัน วิลลา และฟลูมิเนนเซ

ค้าแข้งกับ เอฟซี ปอร์โต จากโปรตุเกส

ฟัลเกา ได้ย้ายออกไปเล่นในยุโรปครั้งแรก ในเดือน ก.ค. ปี 2009 โดยไปเซ็นสัญญากับ เอฟซี ปอร์โต ด้วยค่าตัว 5.43 ล้านยูโร หรือราว 200 ล้านบาท

ฟัลเกา ยึดตำแหน่งตัวจริงของ ปอร์โต ได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก และยิงได้ถึง 34 ประตู

นับรวมทุกรายการ ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ ตาซา เด ปอร์ตุกัล หรือบอลถ้วยของประเทศ ฤดูกาล 2009-10

จนกระทั่งฤดูกาล 2010-11 ฟัลเกา ในฐานะตัวหลักของ ปอร์โต พาทีมคว้าแชมป์ ยูโรปา ลีก

ด้วยการเอาชนะ บรากา อริร่วมลีก อีกทั้งยังได้แชมป์ ปริเมย์รา ลีกา และตาซา เด ปอร์ตุกัล รวมแล้วเป็น 3 แชมป์ในฤดูกาลเดียวกัน

ช่วงซัมเมอร์ ปี 2011 แอตเลติโก มาดริด ทีมดังแห่ง ลา ลีกา สเปน ตัดสินใจทุ่มซื้อ ฟัลเกา ไปเสริมทัพ ด้วยค่าตัวสูงถึง 40 ล้านยูโร หรือราว 1,460 ล้านบาท กลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงสุดของสโมสรในเวลานั้น

ฟัลเกากับ แอตเลติโก มาดริด จากสเปน

ฟัลเกา ประเดิมฤดูกาลแรกกับ แอตเลติโก ด้วยผลงานพาทีมคว้าถ้วย ยูโรปา ลีก หลังเอาชนะ แอธเลติก คลับ 3-0 ในรอบชิงชนะเลิศ โดยยิงคนเดียว 2 ประตู ส่วนผลงานส่วนตัว ยิงประตูได้ทั้งหมด 36 ประตู นับรวมทุกรายการ

ฤดูกาล 2012-13 ฟัลเกา ประเดิมด้วยผลงานกดแฮททริกใส่ เชลซี ช่วยให้ทัพ แอตเลติโก คว้าถ้วย ยูฟา ซูเปอร์ คัพ ก่อนจบฤดูกาลด้วยผลงานพา แอตเลติโก พลิกชนะ เรอัล มาดริด 1-0 คารัง ซานติอาโก เบร์นาเบว คว้าถ้วย โกปา เดล เรย์

ช่วงซัมเมอร์ ปี 2013 ฟัลเกา ได้รับข้อเสนอจากหลายสโมสร รวมถึง มาดริด อริร่วมเมือง แต่สุดท้ายเลือกย้ายไป โมนาโก ทีมน้องใหม่ของ ลีก เอิง ฝรั่งเศส ด้วยค่าตัว 43 ล้านยูโร หรือราว 1,570 ล้านบาท โดยระบุว่าต้องการเดินตามรอยไอดอลอย่าง เธียร์รี อองรี

อย่างไรก็ดี ฟัลเกา ลงเล่นให้กับ โมนาโก ได้แค่ไม่กี่เดือน เพราะได้รับบาดเจ็บเอ็นหัวเข่าขาดในเดือน ม.ค. ปี 2014 ส่งผลให้พลาดลงสนามทั้งฤดูกาล และยังหมดโอกาสไปลงเล่น ฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล กับทีมชาติโคลอมเบีย

การร่วมทีมกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ฟัลเกา หายเจ็บกลับมาลงเล่นช่วงก่อนเปิดฤดูกาล 2014-15 แต่ในวันสุดท้ายของตลาดนักเตะ ฟัลเกา ย้ายไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยสัญญายืมตัว มูลค่า 7.6 ล้านยูโร หรือราว 280 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขซื้อขาด 55 ล้านยูโร หรือราว 2,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ช่วงค้าแข้งในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด กลับกลายเป็นฝันร้าย เนื่องจากเค้นฟอร์มเก่งเหมือนตอนก่อนบาดเจ็บไม่ได้ โดยยิงได้แค่ 4 ประตู จาก 29 นัด และแน่นอนว่า ยูไนเต็ด ไม่ใช้เงื่อนไขซื้อขาดหลังจบฤดูกาล

การย้ายไปเชลซีด้วยสัญญายืมตัว 

ฤดูกาล 2015-16 ฟัลเกา ย้ายไปร่วมทัพ เชลซี ด้วยสัญญายืมตัว พร้อมเงื่อนไขซื้อขาด 50 ล้านยูโร หรือราว 1,820 ล้านบาท แต่ก็ยังทำผลงานไม่น่าประทับใจเหมือนเดิม โดยยิงได้เพียง 1 ประตู ตลอดฤดูกาล

ฟัลเกา กลับต้นสังกัด โมนาโก ในฤดูกาล 2016-17 และเริ่มหาฟอร์มเก่งเจออีกครั้ง โดยมีส่วนช่วยให้ โมนาโก เข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004 พร้อมกับพาทีมคว้าแชมป์ ลีก เอิง และเป็นดาวยิงสูงสุดของทีมด้วยผลงาน 30 ประตู

หลังจากนั้น ฟัลเกา ยิงได้ 24 ประตู ในฤดูกาล 2017-18 และอีก 16 ประตู ในฤดูกาล 2018-19 แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ต่อสัญญากับ โมนาโก และเลือกเซ็นสัญญา 3 ปี ย้ายร่วมทัพ กาลาตาซาราย ช่วงซัมเมอร์ ปี 2019 แบบไร้ค่าตัว

ผลงานกับทีมชาติโคลอมเบีย

ฟัลเกา เริ่มเล่นกับทีมชาติโคลอมเบียตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี โดยได้ไปลงเล่นรายการชิงแชมป์แห่งชาติอเมริกาใต้ ในปี 2001 

หลังจากนั้น ฟัลเกา ติดทีมชาติไปลงเล่นชิงแชมป์อเมริกาใต้ รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ในปี 2003 และพาทีมได้แชมป์ ได้สิทธิ์ไปเล่น ฟุตบอลโลก รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ในปีเดียวกัน โดยแพ้ให้กับทีมชาติอาร์เจนตินา และลิโอเนล เมสซี

ฟัลเกา ติดทีมชาติโคลอมเบียชุดใหญ่ตั้งแต่ปี 2007 และมีลุ้นได้ไปลุยศึก โคปา อเมริกา แต่มีอาการบาดเจ็บจนพลาดไป ก่อนจะได้ลงเล่นในรายการ โคปา อเมริกา ปี 2011 ที่ประเทศอาร์เจนตินา และเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนพ่ายทีมชาติเปรู ช่วงต่อเวลาพิเศษ

หลังจากนั้น ฟัลเกา ต้องเจอกับโชคร้ายอีกครั้ง เมื่ออดไปลงเล่น ฟุตบอลโลก ปี 2014 ที่บราซิล เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บยาว พลาดโอกาสร่วมสร้างประวัติศาสตร์เข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นครั้งแรก

ขณะที่รายการ โคปา อเมริกา ปี 2015 ฟัลเกา ติดทีมชาติไปลุยศึกด้วย แต่ยิงประตูไม่ได้เลย และจอดอยู่แค่รอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่ไม่ติดทีมในชุดเล่น โคปา อเมริกา เซนเตนาริโอ ปี 2016

ฟัลเกา กลับมาติดทีมชาติโคลอมเบียในรายการคัดเลือก ฟุตบอลโลก 2018 ก่อนจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีมชาติในเดือน มิ.ย. ปี 2017 หลังยิงประตูที่ 26 ในนามทีมชาติ ในเกมกระชับมิตรกับทีมชาติสเปน ก่อนจะช่วยทีมชาติคว้าตั๋วเข้าเล่นรอบสุดท้ายที่รัสเซีย และไปถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย

หลังจากนั้น ฟัลเกา ได้ไปลุยศึก โคปา อเมริกา 2019 เป็นทัวร์นาเมนต์ล่าสุดกับทีมชาติโคลอมเบีย โดยปัจจุบันติดทีมชาติ 89 นัด ยิงได้ 34 ประตู

รางวัลในการเล่นฟุตบอลอาชีพ

ริเวอร์ เพลท

อาร์เจนตินา ปริเมรา ดิบิซิยอน 1 สมัย (ฤดูกาล 2007-08 เคลาซูรา)

ปอร์โต

ปริเมย์รา ลีกา 1 สมัย (ฤดูกาล 2010-11)

ตาซา เด ปอร์ตุกัล 2 สมัย (ฤดูกาล 2009-10 และ 2010-11)

ซูเปร์ตาซา คันดิโด ดา โอลิเวย์รา 2 สมัย (ปี 2010 และ 2011)

ยูฟา ยูโรปา ลีก 1 สมัย (ฤดูกาล 2010-11)

แอตเลติโก มาดริด

โกปา เดล เรย์ 1 สมัย (ฤดูกาล 2012-13)

ยูฟา ยูโรปา ลีก 1 สมัย (ฤดูกาล 2011-12)

ยูฟา ซูเปอร์ คัพ 1 สมัย (ปี 2012)

โมนาโก

ลีก เอิง 1 สมัย (ฤดูกาล 2016-17)

ทีมชาติโคลอมเบีย

ฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์แห่งชาติอเมริกาใต้ 1 สมัย (ปี 2005)

รางวัลและสถิติส่วนตัว

ลูกบอลทองคำโปรตุเกส 1 สมัย (ฤดูกาล 2010-11)

ดาวยิงสูงสุด ยูฟา ยูโรปา ลีก 2 สมัย (ฤดูกาล 2010-11 และ 2011-12)

ติดตามข้าวมูลฟุตบอล ที่ https://finalgoal.com/